เมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน นายไมตรี จงไกรจักร์ ที่ปรึกษาเครือข่ายชาวเล เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ผู้แทนชาวเลในจังหวัดพื้นที่ต่างๆ ของอันดามัน ได้ประชุมร่วมกับหัวหน้าอุทยานแห่งชาติ (อช.) ทางทะเล 7 แห่ง เช่น อช.หมู่เกาะสุรินทร์ อช.หมู่เกาะลันตา อช.ตะรุเตา ฯลฯ รวมทั้งผู้แทนมูลนิธิชุมชนไท ณ ที่ทำการอุทยานหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี จ.กระบี่ โดยหารือถึงประเด็นปัญหาต่างๆ ของชาวเล ได้ข้อสรุปว่า 1.ปัญหาที่ดินทำกินของชาวเลที่อยู่บนฝั่ง แต่ทับซ้อนเมื่อมีการประกาศอุทยานฯ นั้น ได้ข้อสรุปว่าทั้งสองฝ่ายจะไปทำข้อมูลร่วมกันเพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 30 มิถุนายน 2541 ที่ผ่อนปรนให้ชาวบ้านอยู่ในพื้นที่ต่อไปได้ โดยระหว่างนี้จะไม่มีการจับกุมหรือคุกคามใดๆ 2.ในพื้นที่ที่อยู่อาศัย เช่น เกาะหลีเป๊ะ จะมีการจัดทำพื้นที่ที่มีเอกสารสิทธิให้มีความชัดเจน โดยพื้นที่บางแปลงของเอกชนที่บวม หรือออกโดยมิชอบนั้น อุทยานฯ จะแก้ไขปัญหา 3.อุทยานฯ อนุญาตให้ชาวเลดำรงชีวิตไปตามวิถี และหากมีการเปลี่ยนแปลงตามความจำเป็น เช่น ปลูกยาง ก็สามารถทำได้ 4.เรื่องการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะการทำประมงจะมีการผ่อนปรนให้ใช้เครื่องมือที่ชาวเลใช้อยู่ได้ โดยอุทยานฯ แต่ละแห่ง จะหารือกับชาวเลในพื้นที่เพื่อกำหนดกติกา แนวเขตร่วมกัน

นายไมตรี กล่าวว่า ในวันที่ 1-2 ธันวาคมนี้ จะมีการจัดงานวันรวมญาติชาติพันธุ์ชาวเล ครั้งที่ 9 ที่อนุสรณ์สึนามิ บ้านน้ำเค็ม อ.ตะกั่วป่า จ.พังงา ชื่องานว่า “เหลียวหลังแลหน้า 9 ปีมติ ครม.ชาวเล” โดยชาวเลจะร่วมกันตรวจสอบมติ ครม.ที่ออกมาแล้ว 9 ปี ว่า มีประเด็นใดบ้างที่คืบหน้า และไม่คืบหน้า จากนั้นจะทำเป็นข้อเสนอไปยังรัฐบาล
ขณะที่ ดร.นฤมล อรุโณทัย นักวิชาการจากสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า 9 ปี ที่มีมติ ครม.แก้ไขปัญหาชาวเล ทำให้ปัญหาชาวเลได้รับความสนใจจากสังคมกว้างขวางขึ้น แต่ชาวเลยังเข้าไปมีส่วนร่วมน้อย ทำให้ไม่เข้มแข็ง ทั้งนี้เสนอให้รัฐบาลสนับสนุนการท่องเที่ยวชุมชน หรือทำเป็นเขตวัฒนธรรมพิเศษ เพื่อให้ชาวเลอยู่รอด และเป็นการให้เกียติกลุ่มชาติพันธุ์หรือคนพื้นเมือง ซึ่้งขณะนี้หลายพื้นที่มีความพร้อม เช่น ชุมชนกะเหรี่ยงบ้านห้วยหินลาด จ.เชียงราย ชุมชนชาวเลหมู่เกาะสุรินทร์ จ.พังงา เป็นต้น

