ล้วงลึก “กำไลอีเอ็ม” ตัวช่วยปล่อยตัวชั่วคราว ใช้มา 10 เดือน ผลเกินคาด!! (คลิป)

1.12.18 | 20:34 น.

นับตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคมเป็นต้นมา หลังมีไฟเขียวให้เริ่มใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว หรืออีเอ็ม สำหรับผู้ต้องหาในคดีอาญาที่ศาลได้พิจารณาให้ทำการปล่อยตัวชั่วคราว โดยอนุมัติงบประมาณ 80 ล้านบาท เพื่อเช่าซื้ออุปกรณ์ดังกล่าวจำนวน 5,000 เครื่อง นำร่องกับ 23 ศาลทั่วประเทศ ส่วนหนึ่ง เพื่อเป็นการเปิดโอกาสให้กับคนยากไร้ที่ไม่มีเงินประกันตัว หรือแม้แต่คนรวย ที่อาจหลบหนีออกนอกประเทศในระหว่างคดีรอลงอาญา ซึ่งช่วยลดช่องว่างทางสังคม และยกระดับกระบวนการยุติธรรมของศาลไทยนั้น

นายสราวุธ เบญจกุลเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม

ล่วงมาแล้ว 10 เดือน ผลการตอบรับถือว่าดีเยี่ยม ขยายเขตการใช้งานแล้ว 164 แห่งในศาลจังหวัดและศาลแขวงทั่วประเทศ ซึ่ง นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ระบุว่า หลังจากที่ศาลในแต่ละเขต ได้ประสานไปยังกรมคุมประพฤติ เพื่อขอใช้ “กำไลข้อเท้าอีเอ็ม” ไปใช้กับผู้ที่เมาแล้วขับ ปรากฏว่าเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา มียอดผู้กระทำผิดลดลงอย่างน่ายินดี และไม่กล้ากลับมาทำผิดซ้ำซ้อนอีก โดยขณะนี้กำลังมีการจัดทำคำขอสั่งเช่าซื้อจากบริษัทผู้ผลิตเพิ่ม โดยใช้ระบบ E-Biding จากผู้ผลิต 5 แห่ง

ขณะที่ นายปุณณพัฒน์ มหาลี้ตระกูล ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฏีกา ได้บรรยายและสาธิตการใช้สายรัดข้อเท้าอีเอ็ม ซึ่งมีคุณสมบัติถึกทน ลงน้ำได้ลึกถึง 3 เมตร และมีระบบจีพีเอสติดตามตัวพร้อมการแจ้งเตือนการชาร์ตแบตเตอร์รี่เมื่อระดับพลังงานลดลง แตะที่ 20เปอร์เซ็นต์ ขณะที่มีเจ้าหน้าที่ศูนย์ควบคุมและติดตามการปล่อยตัวชั่วคราวโดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์(อีเอ็ม) สำนักงานศาลยุติธรรม จะทำการติดตามผลผ่านหน้าจอมอนิเตอร์ทั่วประเทศตลอด 24 ชั่วโมง หากพบว่าผู้ต้องหามีพฤติกรรมผิดเงื่อนไขเช่น ออกนอกเขตตามเวลา หรือระยะที่ศาลกำหนด ก็จะแจ้งเตือนไปยังเจ้าตัว หรือคนใกล้ชิดก่อน และหากมีการแกะทำลายทิ้ง ก็จะติดตามตัวจากตำแหน่งสุดท้ายที่ยังอยู่ ซึ่งจะใช้กูเกิ้ลแม็ปร่วมด้วย

“กำไลข้อเท้าอีเอ็มยังเป็นเบาะแสให้กับตำรวจในการติดตามตัวคนร้ายได้ เนื่องจากเคยมีผู้ต้องหากระทำผิดซ้ำ โดยยังสวมกำไลอีเอ็มอยู่ และเจ้าหน้าที่ได้นำภาพถ่ายมาให้ทางศูนย์ฯ ช่วยติดตาม และพบตัวคนร้ายจริง นำไปสู่การจับกุมต่อไป” นายปุณณพัฒน์ กล่าวและว่า นับแต่ที่นำสายรัดอีเอ็มมาใช้จำนวน 5,000 ชิ้น มีการใช้งานกว่า 5,567 ครั้ง โดยมีศาลเป็นผู้ใช้ 5,279 ครั้ง และกรมคุมประพฤติ 288 ครั้ง
“หมายความว่ามีการใช้มากกว่าจำนวนของที่มีอยู่ คือผู้ต้องหาได้กระทำผิดซ้ำ โดยมีสถิติคดี แบ่งเป็น คดียาเสพติด 38% ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ หรือลักวิ่งชิงปล้น  21%  การจราจรทางบก 16%  ผู้กระทำผิดเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ 13%  ความผิดเกี่ยวกับร่างกาย ฆ่า หรือ พยายามฆ่า  8% และ ความผิดเรื่องอาวุธปืน 4% ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศาลว่าจะพอจารณาให้ปล่อยตัวชั่วคราวหรือไม่ เป็นไปตามวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 108 วรรค 3 ทั้งนี้ก็ต้องได้รับความยินยอมจากจำเลย หรือผู้ต้องหาในคดีด้วย”ผู้พิพากษาศาลชั้นต้นประจำสำนักประธานศาลฏีกา กล่าว

Advertisement

นานแค่ไหนต้องใส่กำลังอีเอ็ม!!

เป็นอำนาจศาล ทั้งนี้ศาลมีอำนาจกำหนดระยะเวลาที่ผู้ต้องหาต้องสวมใส่กำไลอีเอ็มในระหว่างรอลงอาญา จนกว่าจะถึงขั้นตอนการพิจารณาคดี  สำหรับการใช้ควบคุมงานคุมประพฤติก็จะมีระยะเวลา 15 วัน เพื่อป้องกันและปราบปรามไม่ให้เกิดเหตุซ้ำซ้อนขึ้น

ส่วนสนนราคากำไลข้อเท้าอีเอ็มนั้น ตกอยู่ที่เครื่องละ 17,000 บาท แต่ถ้าหากผู้ต้องหาทำอุปกรณ์ชำรุด ทางบริษัทผู้ผลิตก็จะดำเนินการปรับในราคา 22,000 บาท ซึ่งในกรณีที่เป็นอุบัติเหตุ เช่น ผู้ต้องหาต้องเข้าทำการผ่าตัดจึงต้องตัดสายข้อเท้าออก ศาลก็จะอนุโลมให้ และนำกลับมาติดใหม่ภายหลัง

สำหรับข้อมูลของผู้ต้องหาที่ติดกำไลข้อเท้าอีเอ็มอยู่แล้วหลบหนีนั้น นายปุณณพัฒน์ กล่าวว่า มีจำนวนผู้ต้องหาที่สวมใส่ข้อเท้ามีที่หลบหนี 2% จากยอดผู้ใช้ทั้งหมดโดยถูกจับกุมตัวได้ แล้ว28ราย

นอกจากการใช้กำไลอีเอ็มในกระบวนการยุติธรรมแล้ว ยังมีประโยชน์ทางการแพทย์ สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ คล้ายกับการติดตามฝังชิปในสิ่งมีชีวิต

อย่างไรก็ตาม เจ้ากำไลรัดข้อเท้าเทอะทะชิ้นนี้ ไม่ใช่เครื่องพันธนาการ แต่เป็นเครื่องติดตาม เปิดโอกาสให้คนผิดได้ใช้ชีวิตส่วนตัวได้ ภายใต้กรอบที่ศาลกำหนด โดยไม่จำเป็นต้องติดคุก และเสียเงินค่าประกันตัวจนเป็นหนี้ แต่หากว่าผู้ต้องหากระทำผิดเงื่อนไขมากๆ เข้า ท้ายที่สุดอาจต้องมีการทบทวนมาตรการนี้!!?