เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รอง โฆษก ตร. เปิดเผยถึงกรณีที่ชายหนุ่มร้องศูนย์ดำรงธรรม จ.สมุทรปราการ หลังถูกตำรวจ สภ.สำโรงเหนือ จ.สมุทรปราการ ตั้งด่านตรวจวัด ปริมาณแอลกอฮอล์ไป 11 ครั้ง ไม่พบและถูกทำร้ายร่างกาย พร้อมจับกุมตัวไปดำเนินคดี ประกอบกับปรากฏคลิปวีดีโอที่แชร์ในโลกโซลเชียลมิเดียถึงเหตุการณ์ที่เกิดเหตุดังกล่าว ว่าได้รับรายงานจาก สภ.สำโรงเหนือ จ.สมุทรปราการ ว่า เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน เวลาประมาณ 03.50 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ตั้งจุดตรวจจุดสกัด บริเวณปากซอยศรีด่าน 1 ถนนศรีนครินทร์ขาเข้า ต.สำโรงเหนือ อ.เมืองสมุทรปาการ พบนายสุทธิชาติ ทองขันต์ ขับขี่รถยนต์ยี่ห้อฮอนด้า สีขาว ทะเบียน ฎภ-528 กรุงเทพมหานคร ขับมาในทางเดินรถซึ่งมีลักษณะเมาสุรา จึงสั่งให้หยุดแล้วการทดสอบปริมาณแอลกอฮอล์
“นายสุทธิชาติไม่ยอมให้ความร่วมมือในการทำการทดสอบแต่โดยดี เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัวพร้อมแจ้งข้อกล่าวหาให้ นายสุทธิชาติ ซึ่งขณะกำลังควบคุมตัวนั้น มีผู้โดยสารที่มากับ นายสุทธิชาติ ทราบชื่อภายหลังคือ นายวีรพัฒน์ อ้ายไชย ได้เข้ามาขัดขวางการจับกุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยผลักและฉุดดึงไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวนายสุทธิชาติ และใช้คำด่าว่า “ไอ้เหี้ย ไอ้ควาย” เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ควบคุมตัว นายวีรพัฒน์ พร้อมแจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบ และนำตัวผู้ต้องหาทั้งองส่งพนักงานสอบสวนดำเนินคดีตามกฎหมาย” พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าว
รองโฆษก ตร. กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินคดีกับนายสุทธิชาติในความผิดฐานขัดขืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่และขับรถขณะเมาสุราหรือเมาของอย่างอื่น มีปริมาณแอลกอฮอล์เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และดำเนินคดีกับนายวีรพัฒน์ ในความผิดฐาน ดูหมิ่นเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่และต่อสู้ขัดขวางเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่ โดย พ.ร.บ.จราจรทางบก(ฉบับที่ 10) พ.ศ.2557 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.จราจรทางบก 2522 มาตรา 142 ได้กำหนดข้อสันนิษฐานในกรณีผู้ขับขี่ไม่ยอมให้ทดสอบว่าหย่อนความสามารถในการขับขี่โดยไม่มีเหตุอันควร ประกอบกับผู้ขับขี่นั้นมีพฤติการณ์อันควรเชื่อว่าเสี่ยงเมาสุราหรือขับรถในขณะหย่อนความสามารถในอันที่จะขับหรือขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้นั้นขับรถในขณะเมาสุราหรือของเมาอย่างอื่น โทษคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 10,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวว่า สำหรับในประเด็นที่ผู้ต้องหาได้ทดสอบแอลกอฮอล์ไปจำนวน 11 ครั้งนั้น ต้องขอเรียนชี้แจงในการให้ความร่วมมือในขั้นตอนการทดสอบแอลกอฮอล์ที่ถูกต้อง ซึ่งผู้ที่ดื่มสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่น มักอาศัยช่องว่างของกฎหมายคือ ผลการตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ที่ไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ เป็นข้ออ้างเพื่อไม่ให้ถูกจับกุมดำเนินคดี ประกอบกับกรรมวิธีการทดสอบต่างๆที่ผู้ที่ดื่มสุราหรือของมึนเมาอย่างอื่น มักหลีกเลี่ยงในการทดสอบ อาทิ การใช้ลิ้นดุน เป่าลมหายใจไม่แรงพอตามมาตรฐานการทดสอบ เป็นต้น จึงทำให้ผลการทดสอบ ไม่เป็นไปตามความเป็นจริง อย่างไรก็ตาม ในประเด็นที่มีการร้องเรียนและขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าวนั้น ได้รับรายงานว่า สภ.สำโรงเหนือ จว.สมุทรปราการ ได้มีคำสั่งให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องดังกล่าวแล้ว พร้อมให้รายงานผลการตรวจสอบให้ทราบโดยเร็ว เพื่อให้ข้อเท็จจริงปรากฏ สามารถตอบคำถามของสังคมได้และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
“พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ได้มีมาตรการในการแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุการจราจรมาโดยตลอด ซึ่งพบว่าสาเหตุหลักของอุบัติเหตุบนท้องถนน เกิดจากการขับรถในขณะเมาสุราและขับรถด้วยความเร็วเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต ผู้ได้รับบาดเจ็บ และทรัพย์สินเสียหายเป็นจำนวนมาก โดยประเทศไทย เป็นประเทศที่เกิดอุบัติเหตุบนถนนติดอันดับต้นของโลก ซึ่งได้กำชับให้กองบัญชาการทุกภาคส่วน บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพิ่มมาตรในการป้องกันและบังคับใช้กฎหมาย ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 และ ความผิดตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง อย่างเคร่งครัด เพื่อลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุ การเสียชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน”รองโฆษกตร. กล่าว

