คุก 5 ปี 1เดือน “รศ.ดร.จุฬาเก๊” ไม่รอลงอาญา ดูดเงินสาวหลอกแต่งงาน ทั้งที่มีเมีย ลวงหลายราย ศาลชี้ภัยร้าย-ไม่สำนึก!

4.12.18 | 16:31 น.

“ดร.จุฬาเก๊” เจอคุก 5 ปี 1เดือน ลวงเงินสาวร่วมล้าน หลอกจะแต่งงาน เจ้าตัวรับสารภาพคุกเหลือ 2 ปี 6 เดือน 15 วัน ศาลชี้ มีเมียแล้วยังหลอกสาวรายหลาย ไม่เห็นสำนึกผิด-เป็นภัยร้ายแรงสังคม ไม่ควรรอลงอาญา พร้อมสั่งคืนเงิน 9.5 แสนให้สาวเสียหาย

เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่ศาลแขวงพระนครเหนือ ถ.รัชดาภิเษก ศาลได้มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ.7292/2561 ที่พนักงานอัยการคดีศาลแขวง เป็นโจทก์ ยื่นฟ้องนายสุพศ วงษ์ชีพ อายุ 43 ปี ซึ่งอ้างเป็นอาจารย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระดับ รศ.ดร.สอนวิชาคอมพิวเตอร์ หลอกลวงหญิงสาวแต่งงาน เป็นจำเลย ในความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341   ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ฯ ตามพ.ร.บ. ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 มาตรา 14 และความผิดเกี่ยวกับการสวมใส่ชุดครุยของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยไม่มีสิทธิทำให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่ามีวิทยฐานะหรือมีตำแหน่ง ตาม พ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2551

กรณีสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 61 อัยการได้นำตัวนายสุพศ มายื่นฟ้องด้วยวาจาต่อศาล ภายหลังหลังจาก พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ได้ส่งตัว นายสุพศ ซึ่งให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนตลอดข้อกล่าวหา ซึ่งชั้นศาลนายสุรพศ  ก็ให้การรับสารภาพ ศาลจึงมีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่คุมประพฤติทำรายงานการสืบเสาะและพินิจ ในการแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประวัติ-ภูมิหลังอายุ อาชีพของจำเลย สภาพความผิดพฤติการณ์แห่งคดี และเหตุอันควรปรานี กรณีการเยียวยาผู้เสียหาย สรุปเป็นรายงานสืบเสาะและพินิจส่งศาลประกอบการพิจารณาพิพากษาต่อไป ซึ่งกำหนดฟังคำพิพากษาในวันนี้ (4ธันวาคม )

โดยศาลพิเคราะห์คำรับสารภาพของจำเลยและพยานหลักฐานชั้นฟ้องแล้ว เห็นว่า การกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฉ้อโกง ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.341 , พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฯ ม.14(1) และพ.ร.บ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พ.ศ.2551 ม.69 ซึ่งเป็นความผิดหลายกรรมต่างกันจึงให้ลงโทษทุกกรรมเรียงกระทงเป็นความผิดไป

พิพากษาให้จำคุกฐานฉ้อโกง 2 กระทงๆ 2 ปี รวมเวลา 4 ปี , ฐานนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ ให้จำคุก 1 ปี และฐานสวมครุยวิทยฐานะ และเครื่องหมายของจุฬาฯ โดยที่ตนไม่มีสิทธิให้จำคุกอีก 1 เดือน รวมจำคุกทั้งสิ้นเป็นเวลา 5 ปี 1 เดือน

Advertisement

จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ศาลเห็นสมควรลดโทษให้กระทงละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยทั้งสิ้น 2 ปี 6 เดือน 15 วัน และให้จำเลยคืนเงิน 950,000 บาทที่หลอกลวงมาให้ผู้เสียหายด้วย

และเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีประกอบรายงานการสืบเสาะและพินิจของจำเลยแล้ว เห็นว่าขณะเกิดเหตุนั้น จำเลยเป็นชายที่มีภรรยาอยู่แล้ว แต่จำเลยกลับหลอกลวงผู้เสียหายด้วยการแสดงตนว่ามีตำแหน่งทางวิชาการ เป็นรองศาสตราจารย์ โดยปกปิดความจริงว่าไม่ได้เป็นอาจารย์พิเศษที่จุฬาฯ อีกทั้งจำเลยยังหลอกลวงว่าจะสมรสกับผู้เสียหายจนเป็นเหตุให้ผู้เสียหายและครอบครัวของผู้เสียหายหลงเชื่อว่าผู้เสียหายจะได้เป็นคู่สมรสกับจำเลยในภายหน้า ผู้เสียหายจึงยินยอมให้จำเลยยืมเงิน 950,000 บาทเพื่อนำไปชดใช้หนี้สินที่จำเลยก่อและนำไปใช้จ่ายส่วนตัวโดยที่จำเลยไม่ได้เจตนาที่จะสมรสกับผู้เสียหาย การกระทำของจำเลยจึงเป็นการกระทำที่เห็นแต่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่ได้คำนึงถึงความเสียหายที่จะเกิดกับบุคคลอื่น อีกทั้งยังก่อให้เกิดความเสียหายทั้งทางด้านทรัพย์สินและด้านจิตใจของผู้เสียหายเป็นอย่างมาก อีกทั้งภายหลังเกิดเหตุผู้เสียหายยังไม่ได้รับการชดใช้เยียวยาความเสียหายจากจำเลย ซึ่งแม้จำเลยจะไม่เคยมีประวัติกระทำความผิดมาก่อนก็ตาม แต่การกระทำของจำเลยถือเป็นภัยอันร้ายแรงต่อสังคม ประกอบกับจำเลยเคยกระทำในลักษณะดังกล่าวกับหญิงสาวรายอื่นมาแล้ว เชื่อว่าจำเลยไม่เคยสำนึกในการกระทำผิดของตน ตามพฤติการณ์แห่งคดีดังกล่าว จึงไม่มีเหตุสมควรที่จะรอการลงโทษแก่จำเลย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังศาลมีคำตัดสินแล้ว นายสุพศ  ได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ของปล่อยชั่วคราวต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ ซึ่งศาลพิจารณาแล้วก็ให้ประกันตัวไปในชั้นอุทธรณ์