สมัชชาสุขภาพ– เมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน ที่ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทรา บายเซ็นทารา มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ “การแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุทางถนน” เพื่อทราบข้อเสนอนโยบายและแนวคิดนโยบายพรรคการเมือง ซึ่งในครั้งนี้มีการเชิญตัวแทนพรรคการเมืองเข้าร่วมเสวนา ทั้งหมด 4 พรรคการเมือง คือ พรรคอนาคตใหม่(อนค.) พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) พรรคเพื่อไทย(พท.) และพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) แต่ตัวแทนจากพรรคพลังประชารัฐ ไม่ได้เข้าร่วมงานด้วย แต่ทางผู้ประสานงานของสช.แจ้งว่า ทางพปชร.หาผู้แทนเข้าร่วม แต่ไม่สามารถหาได้
นพ.ธนพงษ์ จินวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) กล่าวว่า แม้อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทยจะลดลงจากอันดับ 2 ของโลก เหลืออันดับ 9 ของโลก แต่ก็ยังติดอยู่ใน 10 อันดับอยู่ดี โดยลดลงจาก 36.2 ต่อแสนประชากร เหลือ 34 ต่อแสนประชากร หรือลดประมาณ 1,000 กว่าคน แต่อัตราการตายจากรถจักรยานยนต์ยังคงเป็นอันดับ 1 ของโลก สิ่งที่น่าห่วง คือ อุบัติเหตุทางถนนคร่าชีวิตวัยเด็กและวัยทำงาน เห็นได้ชัดจากข้อมูลใบมรณบัตรพบว่า เด็กตายจากอุบัติเหตุปีละ 2,510 คน หรือเฉลี่ยวันละ 7 คน นับรวมวัยทำงานด้วย เท่ากับตาย 2 ใน 3 ของการตายทั้งหมด หรือประมาณ 14,000 คนต่อปี และกลายเป็นผู้พิการรายใหม่ 6-7 พันคนต่อปี ทำให้สัดส่วนวัยทำงานที่จะดูแลผู้สูงอายุไม่เพียงพอ ขณะที่ผู้สูงอายุมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เกือบ 1 ใน 5 ของประชากร โดยอัตราการพึ่งพิงคนผู้สูงอายุ 1 คน จากเดิมมีวัยทำงานดูแลประมาณ 10 คน แต่ในอีก 7 ปีข้างหน้า จะเหลือเพียง 3.2 คน โดย จ.สระแก้วจะเหลือเพียง 1.5 คนเท่านั้น
นพ.ธนพงษ์ กล่าวว่า ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน- 11 ธันวาคมที่ผ่านมา ซูเปอร์โพลได้ทำโพลถามถึงนโยบายพรรคการเมืองว่า หากมีรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาอยากเห็นการจัดการอะไรเร่งด่วน อันดับ 1 คือ ปัญหาเศรษฐกิจ อันดับ 2 เรื่องการศึกษา ส่วนอันดับ 3 เรื่องการจัดการการตายทางถนน โดย 2 ใน 3 อยากเห็นนโยบายอย่างจริงจัง และหากมีนโยบายเรื่องความปลอดภัยทางถนน ร้อยละ 20.9 ระบุว่า มีผลต่อการตัดสินใจอย่างมาก โดย 10 อันดับที่อยากเห็นนโยบายด้านความปลอดภัยทางถนนพบว่า 1.อุบัติเหตุที่มีคนตายต้องมีการจัดการอย่างเด็ดขาดกับพฤติกรรมอันตราย ได้แก่ ย้อนศร ฝ่าไฟแดง ชนแล้วหนี แซงไหล่ทางถึงร้อยละ 68 2.คนเดินถนน ต้องมีการจัดการทางเดิน ฟุตปาธ ทางม้าลาย ที่ปลอดภัยร้อยละ 63 3.รถสาธารณะที่สะดวกทั่วถึงปลอดภัยร้อยละ 62 4.ถนนต้องปลอดภัย มีระบบตรวจสอบความปลอดภัยที่ดี จุดเสี่ยงซ้ำซาก โค้งร้อยศพ ต้องได้รับการแก้ไขและหมดไปร้อยละ 62
“ 5.ยกเลิกสินบนนำจับ นำเงินค่าปรับเป็นกองทุนเพื่อจัดหาอุปกรณ์และหนุนการจัดตั้งศาลจราจรร้อยละ 48 6.มอเตอร์ไซค์ต้องได้รับสิทธิการเดินทางที่ปลอดภัย เช่น เลนจักรยานยนต์ ร้อยละ 42 7.อุบัติเหตุมีคนตาย ต้องตรวจแอลกอฮอล์คนขับขี่อย่างเท่าเทียมเป็นธรรมร้อยละ 40 8.รัฐบาลมีการประเมินผลงาน รายงานต่อสาธารณะและสภาผู้แทนราษฏรร้อยละ 36 9.รถรับส่งนักเรียนฟรี (รัฐอุดหนุน) กำหนดเป็นสิทธิพื้นฐานในการเดินทางไปโรงเรียนอย่างปลอดภัยร้อยละ 35 และ 10.เพิ่มความคุ้มครองเยียวยา เสียชีวิตประกันจ่ายชดเชยไม่น้อยกว่าศพละ 1 ล้านบาทร้อยละ 34 “ นพ.ธนพงษ์ กล่าว
นพ.วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์ ผู้จัดการแผนยุทธศาสตร์ความร่วมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลกด้านการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน กล่าวว่า เสนอ 3 ข้อให้พรรคการเมือง 1. ต้องมีองค์กรผู้นำขับเคลื่อน 2.มีงบประมาณขับเคลื่อนทางด้านต่างๆ ไม่ใช่แยกทำหน่วยงานไหน หน่วยงานนั้น 3. ตั้งเป้าหมายลดอุบติเหตุลงกี่เปอร์เซ็นต์ ต้องตั้งเป้าให้ชัดเจน

นพ.สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ประเทศที่เจริญแล้วสถิติเกิดอุบัติเหตุจะน้อยกว่าประเทศที่เจริญน้อยกว่า แสดงว่ามีหลายปัจจัยที่ทำให้ลดอุบัติเหตุลงได้ ทั้งจากคน เครื่องจักรกล และกฎหมาย การขับเคลื่อนแก้ปัญหาของพรรคมองเป็นเรื่องๆ ดังนี้ 1.การสร้างพฤติกรรม นิสัย วินัยด้านจราจรให้เกิดขึ้นกับคนไทยทุกเพศทุกวัยทุกกลุ่ม โดยเฉพาะตั้งแต่วัยเด็ก กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ต้องรับผิดชอบบรรจุเข้าไปในหลักสูตร วินัยคนขับขี่ เช่น เมาไม่ขับ ง่วงนอนไม่สบายไม่ขับ คนเดินถนนก็ต้องมีวินัย เช่น การข้ามถนน เป็นต้น 2.การทำถนนให้สะดวกและปลอดภัย เช่น เรื่องการตีเส้นจราจร ลักษณะถนนของทางโค้ง ความลาดเอียง การติดป้ายจราจรหรือป้ายแจ้งเตือนจุดก่อนสร้างหรือจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยๆ ไฟฟ้าส่องสว่างต้องชัดเจน ถนนตัดทางรถไฟซึ่งบางแห่งไม่มีไม้กั้นก็ต้องดำเนินการ โดยกระทรวงคมนาคมและท้องถิ่นต้องเข้ามาดูแล 3.เรื่องกฎหมาย เช่น การออกใบขับขี่ต้องดูปัญหาสุขภาพที่กระทบต่อการขับขี่ด้วย การฝึกอบรมก่อนออกใบขับขี่ 4.การกำหนดมาตรการควรรณรงค์ตลอดทั้งปี ไม่ใช่โหมตอนช่วงเทศกาล และ 5.เรื่องงบประมาณ ซึ่งจะต้องมีการสนับสนุนในการดำเนินการ มิเช่นนั้นการขับเคลื่อนให้สำเร็จจะเป็นเรื่องยาก

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ พรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า พรรคอนาคตใหม่สัญญาไม่ทำโครงการประชานิยม ทั้งนี้เห็นด้วยกับข้อเสนอของสมัชชา แต่สิ่งที่อยากเพิ่ม เช่น ในกฎหมายการจ่ายค่าปรับนั้นควรปรับเพื่อนำเข้ากองทุนที่จะนำกลับมาพัฒนาเรื่องการใช้รถใช้ถนนอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม ที่ควรผลักดันจริงๆ คือคะแนนใบขับขี่เพราะว่า เรื่องค่าปรับนั้นความสามารถในการจ่ายค่าปรับของคนต่างกัน แต่ถ้าเป็นคะแนนใบขับขี่ทุกคนมีความเท่าเทียมกัน อีกเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือการส่งเสริม และเปลี่ยนพฤติกรรมให้คนหันมาใช้รถขนส่งสาธารณะเพิ่มขึ้น การเพิ่มถนนไม่มีทางแก้ไขปัญหาได้ เพราะต้องยอมรับว่าการขยายของเมือง ขยายถนนก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุทางถนน ส่วนเรื่องการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นช่วยดำเนินการเรื่องแก้ปัญหาอุบัติเหตุ สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การทำงานของพรรคในเรื่องการกระจายอำนาจพอดี ซึ่งเห็นว่าท้องถิ่นจะมีส่วนช่วยตรงนี้มาก และอีกเรื่องที่ต้องไม่ลืมคือ การแก้ปัญหาเด็กแว้น ต้องมีกฎหมายหรือมาตรการเข้มข้น

“การแก้ปัญหาไม่ว่าอะไรก็ตาม ต้องรู้จุดและแก้อย่างถูกวิธี เพราะย้ำเสมอว่าประเทศไทยจริงๆมีงบประมาณ เพียงแต่ที่ผ่านมาใช้ซ้ำซ้อน ใช้ในสิ่งที่ไม่ควรทำ อย่างการสร้างคมนาคม กรุงเทพฯ ไปโคราช มีความจำเป็นจริง แต่ต้องลงทุนมากมายขนาดนี้หรือไม่ เราควรรัดเข็มขัดในบางเรื่อง อย่างกรณีเรือดำน้ำ หรือการซื้ออาวุธจำเป็นแค่ไหน” นายสุรเชษฐ์ กล่าว
นพ.คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นโยบายของพรรคประชาธิปัตย์เสนอว่า ควรมีการตั้งหน่วยงานด้านพฤติกรรม ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายการเมืองเรื่องนโยบายที่ต้องจริงจังอยากแก้ปัญหา ฝ่ายวิชาการที่มีข้อมูล งานวิทยาศาสตร์ในการแก้ปัญหา และชุมชนที่ต้องเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งไม่ใช่แก้ปัญหาด้านอุบัติเหตุจราจรเท่านั้นแต่เป็นทุกเรื่องที่ต้องปรับพฤติกรรม สำหรับการปรับพฤติกรรมด้านการจราจรสามารถทำได้ผ่าน 3 ด้าน คือ 1.ถนน ต้องออกแบบที่ช่วยปรับพฤติกรรมให้ตระหนักความปลอดภัยได้ เช่น ชิคาโก ทางโค้งมีคนตายเยอะ แก้ปัญหาโดยการตีเส้นขาวบนถนนให้มีความชิดกันมากขึ้น ทำให้คนขับรู้สึกว่าความเร็วเร็วกว่าปกติ ช่วยลดอุบัติเหตุลงได้ร้อยละ 36 หรือการติดภาพที่วิ่งสวนทางเพื่อให้รู้สึกว่าขับรถเร็ว เป็นต้น

นพ.คณวัฒน์ กล่าวอีกว่า 2.ผู้ใช้ถนน ยกตัวอย่าง การบีบแตรบนถนน อินเดียติดเสียงและสัญญาณไฟในรถทำให้รู้ทันทีว่าคันไหนบีบแตร คนขับจึงคิดก่อนว่าจะบีบหรือไม่ หรือการขับรถมอเตอร์ไซค์บนทางเท้า อาจต้องทำเสาไว้บนทางเท้าให้คนเดินผ่านได้ แต่มอเตอร์ไซค์ผ่านไม่ได้ คนขับก็จะคิดแล้วว่าคุ้มหรือไม่ที่จะขึ้นไปลำบากบนทางเท้า หรือคนไม่สวมหมวกกันน็อก อาจต้องใช้วิธีคะแนนเครดิต เช่น การต่อใบอนุญาตขับขี่หรือรถ หากโดนจับไม่สวมหมวกกันน็อกคะแนนโดนตัดไปเรื่อยๆ หากน้อยกว่า 70 คะแนนต้องไปต่อใบอนุญาตทุกปี แต่หากมากกว่าก็ต่อให้อัตโนมัติ เป็นต้น และ 3.ผู้คุมกฎ อย่างการแก้ปัญหารับสินบน อาจให้ติดกล้องที่ตำรวจจราจรทุกคนเหมือนสหรัฐอเมริกาที่ติดตำรวจทุกคนเพื่อลดความรุนแรงในการจับผู้ต้องหา ทำให้ไม่กล้าทั้งฝ่ายตำรวจและคนใช้รถ หรือสินบนนำจับมองว่าต้องเพิ่มขึ้น เพื่อให้เปอร์เซ็นต์ที่ตำรวจควรได้เพิ่มขึ้น จนไม่ต้องรับสินบนแต่ต้องศึกษาว่าต้องเพิ่มมากขนาดไหน
นพ.แท้จริง ศิริพานิช เลขาธิการมูลนิธิเมาไม่ขับ กล่าวว่า จากการรับฟังนโยบายของพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรค บอกได้เลยว่า ถ้าเตรียมเดินนโยบายแบบนี้ ตนจะไม่เลือกแน่นอน เพราะไม่ได้แก้ปัญหาจริงๆ ซึ่งถ้าเป็นตนจะไม่ทำแบบนี้ แต่จะมีวิธีที่หากดำเนินการจะลดการตายจากอุบัติเหตุลงได้จากปัจจุบันปีละ 20,000 คน เหลือ 10,000 คนภายใน 1 ปีแน่นอน ซึ่งพรรคการเมืองสามารถนำไปใช้ได้ เช่น คนขี่มอเตอร์ไซด์ รวมทั้งคนซ้อนท้ายต้องสวมหมวดกันน็อกทุกคัน หากพรรคไหนเป็นรัฐบาลควรมีมาตรการตรงนี้ ซึ่งหากตนเป็นนายกฯ ตนจะสั่งทุกพื้นที่ต้องดำเนินการ เช่น หากไปพื้นที่ไหนและพบว่า มีคนขับขี่มอเตอร์ไซด์ แต่ไม่สวมหมวกกันน็อก จะถ่ายรูปไว้และเรียกผู้กำกับพื้นที่นั้นๆไปสอบถามว่า จะแก้ปัญหาได้หรือไม่ หากแก้ไม่ได้ก็ย้ายออก หากคนอื่นมาแทน ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้แต่ละพื้นที่แก้ไขปัญหาไม่สวมหมวกกันน็อกได้หมด อย่างน้อยกว่าสำเร็จร้อยละ 90 จริงๆ คนมีมอเตอร์ไซด์ มีหมวกกันน็อกกันหมด ยกเว้นเด็ก จะไม่ค่อยมีกัน ตรงนี้พรรคการเมืองควรมีนโยบายแจกหมวกกันน็อกเด็กๆ ทั่วประเทศ เพื่อป้องกันอุบัติเหตุและการเสียชีวิตในเด็กได้ ซึ่งถือเป็นการคุ้มครองเด็กตามกฎหมายด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังการเสวนา นายวิทยา ชาติบัญชาชัย ผู้เชี่ยวชาญในคณะที่ปรึกษาขององค์การอนามัยโลกด้านการป้องกัน การบาดเจ็บ (WHO expert advisory panel on injury and violence prevention and control) ได้ยื่นหนังสือของเครือข่ายฯ เพื่อเสนอต่อพรรคการเมืองทั้ง 3 พรรค คือ 1. มีนโยบายพรรคในการจัดตั้งหน่วยงานองค์กรนำ (Lead agency) ด้านการบริหารจัดการและ วิชาการด้านความปลอดภัยทางถนน เพื่อเป็นหน่วยงานรับผิดชอบเป็นการเฉพาะโดยอาจแยกไป จัดตั้งเป็นหน่วยงานอีกหน่วยหนึ่ง หรือยกระดับอํานาจหน้าที่ของศูนย์ปลอดภัยคมนาคม กระทรวงคมนาคม 2. มีนโยบายลงทุนเพื่อควาปลอดภัยอย่างชัดเจน 3. ประกาศให้การแก้ไขปัญหาจากอุบัติเหตุทางถนนเป็นวาระสําคัญและพิจารณา เรื่องความ ปลอดภัยทางถนนเป็นหนึ่งในนโยบายเร่งด่วนของพรรค


