ด่วน! ศาลฎีกาจำคุก 1 ปี ‘ธาริต’ หมิ่น ‘เทพเทือก’ ไม่รอลงอาญา (คลิป)

14.12.18 | 10:58 น.

เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 14 ธันวาคม ที่ห้องพิจารณาคดีของศาลฎีกาเเผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำเเหน่งทางการเมือง
ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในคดีหมายเลขดำ อ.495/2556 ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตเลขาธิการ กปปส. เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นจำเลย ในความผิดฐานหมิ่นประมาทผู้อื่นโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328

คดีนี้นายสุเทพโจทก์ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 7 ก.พ.2556 ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 21 ม.ค.- 4 ก.พ.2556 นายธาริตขณะดำรงตำเเหน่งอธิบดีดีเอสไอ แถลงข่าวผ่านสื่อมวลชนกล่าวหาว่า นายสุเทพ โจทก์ ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้สั่งการไม่ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ทำสัญญาก่อสร้างอาคารที่ทำการสถานีตำรวจ 396 แห่งเป็นรายภาค ตามที่ สตช.เสนอ แต่กลับให้รวมสัญญาการจัดซื้อจัดจ้างเพียงรายเดียว ทำให้บริษัทพีซีซี ดิเวลล็อปเม้นท์ แอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด เป็นผู้ชนะการประมูล จนเกิดปัญหาที่ไม่สามารถก่อสร้างได้เสร็จทันตามกำหนด ซึ่งล้วนเป็นเท็จ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง

ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาวันที่ 26 มี.ค.2558 ให้ยกฟ้อง เนื่องจากเห็นว่าการแถลงข่าวของจำเลยเป็นการตรวจสอบโครงการก่อสร้างโรงพัก และให้ความเห็นในทางกฎหมายในฐานะอธิบดีดีเอสไอ ไม่ได้มีการยืนยันข้อเท็จจริงว่าโจทก์ได้กระทำการทุจริต การแถลงข่าวและให้สัมภาษณ์ของจำเลยเป็นการสรุปความคืบหน้าของคดีตามพยานหลักฐาน ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานที่ได้ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ และเป็นการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ไม่เป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

ต่อมาวันที่ 3 พ.ค.2559 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้องโดยเห็นว่าพยานหลักฐานโจทก์ยังไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเพียงพอได้ว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง ต่อมานายสุเทพ โจทก์ได้ขออนุญาตฎีกาต่อ

ซึ่งศาลฎีกาได้นัดอ่านฎีกาครั้งเเรกในวันที่ 24 ต.ค.2561 ที่ศาลอาญา ซึ่งในวันดังกล่าวนายธาริตไม่ได้เดินทางมาศาลอาญาเนื่องจากมีการป่วยติดเชื้อในลำไส้ไม่สามารถเดินทางมาศาลได้ พร้อมแสดงใบรับรองแพทย์ต่อศาล ทั้งยังได้มอบหมายทนายยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมต่อประธานศาลฎีกาขอให้ส่งเอกสารเพิ่มเติมให้ศาลฎีกาวินิจฉัย ซึ่งศาลอาญาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เอกสารถ้อยคำที่มีการยื่นเพิ่มเติมดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นหลังการพิจารณาของศาลชั้นต้นและศาลชั้นอุทธรณ์ เชื่อว่าศาลฎีกายังไม่ได้พิจารณาเอกสารดังกล่าว เอกสารทั้ง 3 ชุดที่ยื่นมานั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโครงการก่อสร้างโรงพักทั้ง 396 แห่ง ซึ่งเป็นมูลเหตุในการฟ้องหมิ่นประมาทในคดีนี้ จึงเห็นควรมีคำสั่งให้ส่งคำร้องของจำเลย รวมถึงถ้อยคำในเอกสารส่งขึ้นให้ศาลฎีกาพิจารณาต่อไป และเมื่อมีคำสั่งส่งคำร้องแล้วก็ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าจำเลยป่วยจนไม่สามารถเดินทางมาศาลได้หรือไม่ จึงมีคำสั่งให้เลื่อนฟังคำพิพากษาศาลฎีกาออกไป จนศาลฎีกานัดฟังคำสั่งในวันที่ 14 ธ.ค.

Advertisement

โดยก่อนอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เมื่อวันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา นายธาริตจำเลยในคดีได้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาขอถอนคำให้การเดิมและเปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพตามฟ้อง พร้อมขอเลื่อนการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาในวันที่ 14 ธันวาคม ออกไปก่อน 60 วัน โดยอ้างเหตุว่าได้มีการขอขมาต่อนายสุเทพ ที่มีนายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด รับเป็นคนกลางในการเจรจาโดยทำหนังสือแสดงความสำนึกผิดและขอขมาลาโทษ เเละยื่นขอให้การใหม่เป็นให้การ รับสารภาพตามฟ้องเพื่อให้สอดคล้องหนังสือสำนึกผิดและขอขมาลาโทษต่อนายสุเทพไปแล้ว พร้อมทั้งส่งบันทึกรับรองข้อเท็จจริงผลการเจรจาประนีประนอมฯ ที่นายคณิตได้รับรองยื่นต่อศาล แต่หากศาลฎีกาไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีก็ขอความกรุณาต่อศาลฎีกาลงโทษสถานเบาโดยรอการลงอาญา ทั้งนี้ ต่อมานายธาริตยังได้ส่งทนายความยื่นคำร้องพร้อมวางเงิน 1 เเสนบาทต่อศาล เพื่อเยียวยาบรรเทาผลร้ายต่อโจทก์

ขณะเดียวกันในวันที่ 11 ธ.ค.นายสุเทพโจทก์ยื่นคำร้องมาที่ศาลฎีกาสรุปเนื้อหาตามที่มีข่าวปรากฏตามสื่อสรุปว่าจำเลยในคดีได้ให้ทนายความเเถลงว่ามีการปะนีประนอมพร้อมขอขมาลาโทษเเละขอบพระคุณกับโจทก์ที่จะได้เมตตายกโทษในคดีตามที่โจทก์เห็นสมควรให้นั้น ไม่เป็นความจริง โจทก์จึงขอให้ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาตามที่นัดไว้ในวันที่ 14 ธ.ค.61 ตามเดิม

สำหรับการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาวันนี้จะเป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 244 ประกอบมาตรา 252 ที่บัญญัติว่า ศาลฎีกาจะอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ศาลฎีกาหรือจะส่งไปให้ศาลชั้นต้นอ่านก็ได้ และระเบียบศาลฎีกาว่าด้วยการอ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลฎีกา พ.ศ.2550 ข้อ3 (3) กำหนดให้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกาได้ในคดีที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงของรัฐหรือเป็นที่สนใจของประชาชนหรือคดีอื่นใดซึ่งประธานศาลฎีกาเห็นสมควรให้อ่านคำพิพากษาหรือคำสั่งที่ศาลฎีกา

เวลา 07.30 น. วันเดียวกัน นายธาริต เพ็งดิษฐ์ เดินทางมาศาล โดยนายธาริตขึ้นเเถลงศาลขอให้ศาลมีคำสั่งไต่สวน นายคณิต ณ นคร ในประเด็นที่ นายคณิต ได้เป็นตัวกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ยกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ โจทก์จนนายสุเทพได้ตกลงโดยให้จำเลยทำหนังสือขอขมาลาโทษ โดยพนักงานอัยการที่ทำหน้าที่เเก้ต่างให้นายธาริตก็ลุกขึ้นเเถลงศาล ในข้อกฎหมายว่ากรณีดังกล่าวมีการเจรจาตกลงกันว่าจะมีการยอมความโดยนายธาริตจำเลยได้ปฏิบัติตามข้อตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยจึงเป็นเหตุให้สิทธิการดำเนินคดีอันเป็นข้อยุติลงทำให้ศาลอ่านคำพิพากษาไม่ได้

องค์คณะศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันเเล้วเห็นว่าขณะเกิดเหตุโจทก์เป็นรองนายกฯมีหน้าที่กำกับดูเเลโครงการสัญญาการจัดซื้อจัดจ้างโรงพัก396 เเห่ง ต่อมามีการเปลี่ยนเเปลงสัญญาจากรายภาคเป็นการรวมสัญญาเป็นเจ้าเดียว โดยมีนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการป.ป.ช. สภาฯ เป็นผู้ร้องต่อนายธาริต ในฐานะอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้ตรวจสอบการกรณี บริษัท พีซีซี ดีเวลลอปเม้นท์ แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด ที่ได้รับการชนะประมูลการก่อสร้างสถานีตำรวจทดแทนทั่วประเทศ จำนวน 396ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่เข้าข่ายน่าจะมีการทุจริตและการฮั้วประมูล

โดยจำเลยในฐานะอธิบดีดีเอสไอได้มีการการเเถลงข่าวถอดความสรุปว่า นายธาริตได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่า ได้อยู่ในจุดพื้นที่ที่เกิดความเสียหายโดยนายสุเทพได้สั่งการให้มีการเปลี่ยนสัญญารายภาคซึ่งอาจจะส่อว่าให้ประโยชน์กับบริษัทพีซีซีฯ เเละเป็นเหตุให้ไม่สามารถก่อสร้างโรงพักได้เเล้วเสร็จ ซึ่งเป็นรากเหง้าเกิดความเสียหายใหญ่หลวง เพราะการเปลี่ยนเเปลงสัญญาดังกล่าวอาจเข้าข่ายการกระทำผิดฐานเอื้อประโยชน์ฮั้วประมูลเเต่เป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบต่อไปเเละปัญหาที่เกิดจากฝ่ายการเมือง จำเลยยังเเถลงครั้งต่อไปอีกว่าการประมูลบริษัท พีพีซีฯมีการเสนอราคาตำ่กว่าราคากลางเเละเจ้าอื่น ที่เข้าร่วมประกวดราคาหลายเจ้าเป็นเงินหลายร้อยบาท โดยบริษัทพีซีซีฯมีความมุ่งหวังเมื่อชนะการประมูลจะได้ทำการเบิกเงินได้ โดยไม่ได้คิดว่าจะสร้างโรงพักเสร็จหรือไม่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่จะเข้าข่ายการกระทำผิดมี2ฝ่ายคือข้าราชการประจำเช่น ผบ.ตร.ในขณะนั้นเเละข้าราชการการเมืองโดยมีโจทก์เกี่ยวข้อง

ซึ่งศาลเห็นว่า จำเลยในฐานะพนักงานสืบสวนมีหน้าที่ที่จะต้องทำการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงนำไปสู่การวินิจฉัยของศาล หาใช่อำนาจหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะเเถลงข่าวถึงข้อเท็จจริงในสำนวนเพื่อชี้นำสังคม อีกทั้งคดีนี้เป็นคดีความผิดต่อหน้าที่ตาม พ.ร.บ.ป.ป.ช. ดังนั้นเมื่อสืบสวนได้ว่าจำเลยมีการกระทำเข้าข่ายความผิดจำเลยก็มีหน้าที่ที่จะรวบรวมพยานหลักฐานส่ง ป.ป.ช.โดยเร็ว ไม่ควรให้สัมภาษณ์ถึงโจทก์จะเป็นการทำให้โจทก์ถูกมองได้ว่าเป็นผู้มีส่วนกระทำผิดเปลี่ยนเเปลงสัญญาให้เกิดความเสียหายอันเป็นการหมิ่นประมาทให้โจทก์ได้รับความเสียหายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 ที่ศาลล่างสองศาลพิพากษามานั้นศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วยพิพากษากลับลงโทษจำคุกจำเลย 1ปี

ส่วนที่จำเลยยื่นคำร้อง4ฉบับมีเนื้อหาสรุปว่าขอถอนคำให้การเดิมเเละยื่นคำให้การใหม่เป็นรับสารภาพ โดยมีการเจรจาเเละทำการขอขมาโจทก์ตามข้อตกลงพร้อมวางเงินเยียวยาบรรเทาผลร้าย1เเสนบาทเพื่อขอให้ศาลลงโทษสถานเบานั้น ศาลเห็นว่าที่จำเลยอาจยื่นคำร้องขอแก้หรือเพิ่มเติมคำให้การของเขาก่อนศาลพิพากษา ไม่อาจทำได้ในชั้นฎีกา ส่วนที่จำเลยร้องว่าได้มีการไกล่เกลี่ยประนีประนอมจนสำเร็จอันเป็นเหตุให้สิทธิดำเนินคดีอาญาระงับไปนั้น ยังเห็นว่าจากคำร้องที่ยื่นมายังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาซึ่งการเจรจาไกล่เกลี่ยจะต้องคำนึงถึงคู่ความเเมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ไกล่เกลี่ยคดีอาญาการจึงไม่อาจระงับไปตามที่จำเลยร้องมาให้ยกคำร้อง เเละจำเลยนำเงินที่วางไว้1เเสนบาทคืนได้

ข่าวรอบด้าน กับ Line@มติชนนิวส์รูม คลิกเป็นเพื่อนกัน ได้ที่นี่

เพิ่มเพื่อน