เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. พล.ต.ท.พงษ์วุฒิ พงษ์ศรี ผบช.ภ.8 นายพีระพัฒน์ อิงพงษ์พันธ์ ผู้อำนวยการกองคดี 1 สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายพิชัย สุวรรณกิจบริหาร ผู้อำนวยการสำนักกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคม ร่วมกันแถลงข่าวผลการยึดอายัดทรัพย์ ตามยุทธการขุดรากถอนโคนเครือข่ายละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์กล่าวว่า สืบเนื่องจากชุดปฎิบัติการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) สืบสวนตามข้อมูลที่รับการร้องเรียนจากประชาชนในช่องทางต่างๆ พบว่า ตลาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ตลาดเลียบหาดเฉวง อำเภอสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และตลาดไนท์บาซาร์ จังหวัดเชียงใหม่ มีการจำหน่ายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า จึงบูรณาการกำลัง เพื่อเข้าทลายแหล่งจำหน่ายสินค้าจุดเป้าหมายทางออนไลน์ โดยเน้นสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งดำเนินการมาแล้ว โดยในพื้นที่ภูเก็ตและจังหวัดสุราษฎร์ธานี จับกุมผู้ต้องหา 13 ราย ส่วนในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ จับผู้ต้องหารวม 12 ราย ข้อหา “จำหน่ายหรือเสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร” พร้อมทั้งตรวจยึดสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าจำนวนมาก
โดยการกระทำดังกล่าวเป็นมูลฐานความผิดตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน จึงรวบรวมพยานหลักฐานขอหมายจับ นายยุทธพงษ์ เพ็ชรรื่น และนางสาวศวรรยา ทวีวงศ์ทรัพย์ ข้อหา “ร่วมกันจำหน่ายหรือเสนอจำหน่าย หรือมีไว้เพื่อจำหน่าย ซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอม เครื่องหมายการค้าของบุคคลอื่นที่ได้จดทะเบียนแล้วในราชอาณาจักร” และได้ยึดอายัดทรัพย์สินจำนวนหลายรายการ มูลค่า 200 ล้านบาท ในจำนวนนี้มีรถยนต์ยี่ห้อ โตโยต้า รุ่นอัลพาร์ท สีดำ ทะเบียน กบ 888 ภูเก็ต รถยนต์ยี่ห้อ เมอร์ซิเดส-เบนซ์ สีขาว ทะเบียน กน 777 ภูเก็ต รถกระบะยี่ห้อโตโยต้า สีขาว รุ่นไฮลัก รีโว่ ทะเบียน บบ 8880 ภูเก็ต ตู้เซฟนิรภัย พระเครื่อง โฉนดที่ดิน, สิ่งปลูกสร้าง, เงินสด, สร้อยคอทองคำ, นาฬิกา และทรัพย์สินอื่น รวมทั้งขยายผลอายัดทรัพย์สินจำนวนหลายรายการ อาทิ โฉนดที่ดิน , สิ่งปลูกสร้าง, รถยนต์, รถจักรยานยนต์, เงินสด, สร้อยคอทองคำ และทรัพย์สินอื่น รวมมูลค่ากว่า 40 ล้านบาท ในพื้นที่เชียงใหม่ อย่างไรก็ตาม จากนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการขยายผลไปยังแหล่งผลิต ผู้ที่นำเข้า จะดำเนินการอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง ฝากไปยังผู้ที่ยังดำเนินการผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายสินค้าที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ต่างจังหวัดโดยเฉพาะจังหวัดใหญ่ ๆ หรือการประกาศขายทางออนไลน์ ไม่ว่าจะเป็นเว็บไซต์ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม หากยังดำเนินอยู่ เจ้าหน้าที่จะดำเนินการจับกุมดำเนินคดีขยายผลถึงนายทุน ตลอดจนใช้มาตรการยึดทรัพย์ จากความผิดมูลฐานตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามฟอกเงิน พ.ศ.๒๕๔๒ มาตรา ๓ (๑๓) และมีอัตราโทษจําคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปีหรือปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาทหรือทั้งจําทั้งปรับ ซึ่งการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาเป็นความผิดมูลฐานตามกฎหมายฟอกเงิน เพื่อให้ปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศไทยหมดไป
นายพิชัยกล่าวว่า มาตรการจากนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับทาง กสทช. กำหนดให้มีการจัดตั้งศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์และระงับการเผยแพร่การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และการกระทำความผิดอื่นๆ ออนไลน์ เพื่อแก้ไขปัญหาการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา และความผิดอื่นๆ ที่กระทำในเครือข่ายอินเตอร์เน็ต ให้มีประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ตามนโยบายของรัฐบาล ซึ่งการตั้งศูนย์ดังกล่าวนั้นจะเป็นช่องทางให้เจ้าหน้าที่สถานทูตต่างๆ ได้รับความสะดวกในการส่งข้อมูลการละเมิดลิขสิทธิ์ทางออนไลน์และการละเมิดสิทธิบัตร ซึ่งทันทีที่เจ้าที่ได้รับข้อมูลก็จะสามารถปิดกั้นสกัดกั้นการละเมิดลิขสิทธิ์และละเมิดสิทธิบัตรได้อย่างทันท่วงที เพื่อเป็นการแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีมาตรการที่จะดำเนินการในเรื่องของการปราบปรามการละเมิดลิขสิทธิ์และสิทธิบัตรทางออนไลน์อย่างรวดเร็ว โดยศูนย์ดังกล่าวจะมีทางเจ้าหน้าที่ตำรวจของศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสาระสนเทศสำนักงานตำรวจแห่งชาติมาประจำที่ศูนย์ปฏิบัติการดังกล่าวจำนวน 3 ราย โดยแบ่งเป็นพนักงานสอบสวนเพื่อรับเรื่องราวร้องทุกข์ และเจ้าหน้าที่ที่มีความเชี่ยวชาญชำนาญการในเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศและไอทีมาประจำ โดยจะทำการเปิดศูนย์ดังกล่าวในวันที่ 18 ธ.ค.เวลา 10.00 น.




