เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ที่ห้องประชุมศาลยุติธรรม ชั้น 5 ศูนย์ราชการ ถ.เเจ้งวัฒนะ นายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม(ก.ต.) ทั้ง 15 คน ครั้งที่ 21/2561 นอกจากจะมีวาระพิจารณาให้ความเห็นชอบสับเปลี่ยน –โยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการตุลาการระดับผู้พิพากษาศาลชั้นต้นเเละระดับหัวหน้าคณะในศาลชั้นต้นเป็นจำนวนมากหลายร้อยตำเเหน่ง ในวาระ 1 เมษายน 2562 เเละเห็นชอบแต่งตั้ง อนุกรรมการตุลาการ( อ.ก.ต.) ประจําเเต่ละชั้นศาล ชั้นศาลละ7คน รวม21 คนเเทน อ.ก.ต.ชุดเดิมที่จะหมดวาระลงในวันที่ 24 ธันวาคม เเล้ว ยังมีรายงานว่าในที่ประชุม ก.ต.วันนี้ ยังได้มีการหยิบยกเรื่องที่ นายชำนาญ รวิวรรณพงษ์ ประธานแผนกคดีล้มละลายในศาลฎีกา ได้ยื่นฟ้อง นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ รองประธานศาลฎีกากับพวกได้เเก่นายธงชัย เสนามนตรี ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ,นางนุจรินทร์ จันทร์พรายศรี ,นางวาสนา หงส์เจริญ ,นายรังสรรค์ กุลาเลิศ,นายศิริชัย ศิริกุล ,นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล ,นายธนรัตน์ ทั่งทอง ,นายสุวิชา สุขเกษมหทัย ,นายกำพล รุ่งรัตน์ ,นางผานิต นิติทัณฑ์ประภาศ, นายปรีชา ชวลิตธำรง ซึ่งทั้งหมด12คนเป็นผู้พิพากษาในชั้นศาลฎีกา ศาลชั้นอุทธรณ์ เเละศาลชั้นต้นเเละเป็นคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.)เป็นจำเลยในความผิดละเมิดหมิ่นประมาท เรียกค่าเสียหาย 50ล้านบาท จากกรณีการอภิปรายในที่ประชุม ก.ต. เมื่อช่วงเดือนกรกฎาคม2561 ที่มีการพิจารณาเรื่องเสนอนายชำนาญขึ้นดำรงตำเเหน่งรองประธานศาลฎีกา ซึ่งศาลเเพ่งได้รับฟ้องคดีไว้เเล้ว
โดยในที่ประชุมก.ต. มีการหยิบยกขึ้นมาก่อนว่าบุคคลที่เป็น ก.ต.เเละถูกฟ้องในคดีเเพ่งดังกล่าวมีส่วนได้เสียที่จะดำเนินการทางวินัยเเละมีมติเกี่ยวกับนายชำนาญหรือไม่ ซึ่งที่ประชุม ก.ต.ได้มีการลงมติกันเอกฉันต์ว่าก.ต.ที่ถูกฟ้องไม่มีส่วนได้เสีย บุคคลที่ถูกฟ้องก็ยังสามารถทำหน้าที่พิจารณาวินัยนายชำนาญต่อไปได้ ซึ่งในวันนี้ที่ประชุม ก.ต.ก็มีมติตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงกรณีนายชำนาญที่ได้ฟ้อง ก.ต.ซึ่งมีหน้าที่เป็นบอร์ดบริหารพิจารณาเเต่งตั้งโยกย้ายเเละดำเนินการทางวินัยของศาลยุติธรรม ตามพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543 เรื่องการรักษาวินัย มาตรา 68
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับขั้นตอน ซึ่งเมื่อก.ต.มีมติให้มีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง ประธานศาลฎีกาในฐานะหัวหน้าส่วนราชการก็จะต้องเซ็นคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงซึ่งประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงชุดที่ว่าจะต้องมีความอาวุโสไม่น้อยกว่าผู้ถูกสอบ ก็จะมีการสรุปข้อเท็จจริงภายในระยะเวลาที่กำหนดตามระเบียบถ้ามีการสอบข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติเเล้วพบว่าการกระทำดังกล่าวมีมูลความผิดทางวินัย คือการฟ้อง ก.ต.ดังกล่าวมีผลให้เกิดความเสียหายต่อ ก.ต.จริง ก็จะต้องมีการตั้งกรรมการสอบวินัย ซึ่งก็จะต้องดูว่าเป็นวินัยร้ายเเรงหรือไม่ หากว่าเป็นวินัยร้ายเเรงก็จะต้องมีการตั้งคณะกรรมการสอบวินัยร้ายเเรงขึ้นมาอีกชุด ซึ่งอาจจะมีผลถึงให้พักราชการได้ รายงานข่าวระบุ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543เรื่องการรักษาวินัย มาตรา 68 เมื่อข้าราชการตุลาการในศาลใดถูกกล่าวหาหรือมีกรณีเป็นที่สงสัยว่า กระทำผิดวินัย ให้ข้าราชการตุลาการผู้มีหน้าที่รับผิดชอบในงานของศาลยุติธรรมนั้นดำเนินการให้ มีการสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้น โดยมิชักช้า ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ ก.ต. กำหนด วิธีการสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นต้นจะทำโดยให้ผู้ซึ่งเกี่ยวข้องชี้แจงเรื่องราวเป็น หนังสือ หรือโดยบันทึกเรื่องราวและความเห็น หรือโดยตั้งคณะบุคคลขึ้นสอบสวนข้อเท็จจริงก็ได้

