เมียชายโดดตึกศาลร่ำไห้ เครียดหนัก ขออสส.ส่งคำร้องคัดสำนวน’นายตง’อ้างป่วยจิตเวช ยื่นอุทธรณ์คดี’น้องเต้’

19.12.18 | 13:05 น.

ทนายอนันต์ชัยพร้อมภรรยาชายโดดตึกศาลอาญาร่ำไห้ร้องขออัยการสูงสุดส่งคำร้องขอคัดสำนวนกองวินัย ตร.สอบเเพทย์-พยาน ประกอบยื่นอุทธรณ์คดีน้องเต้ เด็กอุเทนถูกเเทงตาย ทนายเผยเตรียมยื่นอุทธรณ์ เสริมอัยการครบถ้วนทุกประเด็นเต็มที่หวังพลิกคำพิพากษาในศาลสูง


เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 19 ธันวาคม ที่สำนักงานอัยการสูงสุดถนน เเจ้งวัฒนะ นายอนันต์ชัย ไชยเดช ทนายความพร้อมด้วย นางเรวดี ทัฬหสุนทร ภรรยาของนายศุภชัย ทัฬหสุนทร บิดาของนายธนิต คัฬหสุนทร นักศึกษาก่อสร้างอุเทนถวายที่เสียชีวิตจากการถูกเเทง เเละศาลยกฟ้องจำเลยเป็นเหตุให้นายศุภชัย คิดสั้นโดดตึกศาลอาญาลงมาเสียชีวิต ได้เดินทางมา ยื่นคำร้องต่อสำนักงานอัยการสูงสุดให้มีหนังสือขอคัดสำนวนจากกองวินัยจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

โดยมี นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รอง โฆษกอัยการสูงสุด เป็นผู้รับมอบหนังสือ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าทันทีที่นางเรวดีได้พบหน้านายโกศลวัฒน์ ได้ก้มลงกราบเเละร้องไห้ปล่อยโฮ ออกมาพร้อมกล่าวว่า “ทุกวันนี้ เครียด หนักใจ ไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ ตั้งเเต่พี่เขา(สามี)จากไปหนูอยากจะตายจริงๆ ท่านรู้ไหมหนูอยากไปโดดตึกตายที่สำนักงานตำรวจเเห่งชาติเลย หนูพูดจริงๆถ้าหนูเป็นอะไรไป หนูฝากดูเเลลูกชาย(คนเล็ก)หนูด้วยนะ”

Advertisement

โดยนายโกศลวัฒน์ต้องเข้าปลอบพร้อมให้กำลังใจในการมีชีวิตอยู่เพื่อติดตามความเป็นธรรมในคดีเเละเพื่อลูกชายเเละพ่อเเม่ที่เหลืออยู่พร้อมยืนยันว่าพนักงานอัยการจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการสู้คดีในศาลสูงต่อไป ซึ่งสำนวนดังกล่าวที่ยื่นอุทธรณ์ผ่านการพิจารณาของพนักงานอัยการระดับอธิบดี เเละรองอธิบดี มีโอกาสที่ศาลอุทธรณ์จะพิพากษากลับ

โดย นายอนันต์ชัย ทนายความของครอบครัวทัฬหสุนทร เปิดเผยถึงการมาพบอัยการในวันนี้ว่า เมื่อวันที่ 25 ตุลาคมที่ผ่านมา ตนได้ไปยื่นหนังสือถึงผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เพื่อขอสำนวนการสอบสวนคำให้การของแพทย์หญิงโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา กับนายเกริกไกร หรือฟลุ๊ก มาเป็นพยานประกอบการเขียนอุทธรณ์ยื่นต่อศาลว่านายพีรวิชญ์ ปุตตะจินารักษ์ หรือตง พยานสำคัญในคดีนี้ สามารถเบิกความต่อศาลได้ การยื่นใบรับรองแพทย์ครั้งแรกถือว่าไม่สุจริต ไม่โปร่งใส เพราะใบรับรองแพทย์ออกมาในเดือนมกราคม 2560 แต่การสืบพยานทำในเดือน มิ.ย. 2560 ห่างกัน 5 เดือน สามารถเบิกความได้ แพทย์ไม่ได้บอกว่าเบิกความไม่ได้ แต่ให้ชะลอไปก่อน

นายอนันต์ชัย เผยต่อไปว่า พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช อดีต ผบช.น. ได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนดูถึงความบกพร่องคดีนี้แล้ว ได้มีการสอบสวนแพทย์และนายเกริกไกร แพทย์ยืนยันว่านายพีรวิชญ์สามารถเบิกความเป็นพยานต่อศาลได้ ตนทราบว่าคำให้การตรงนี้มีความสำคัญมาก ประกอบกับวันที่ 18 ตุลาคม ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวน สน.ประเวศ ได้จับกุมนายพีรวิชญ์ ข้อหาทำร้ายร่างกายปล้นทรัพย์ และมีคดีอื่นอีก 7 คดี รวมแล้ว 8 คดี แสดงว่านายพีรวิชญ์มีสติสัมปชัญญะ ผู้กำกับ สน.ประเวศ คุยกับตนยืนยันกับสื่อว่านายพีรวิชญ์ให้การได้ ชี้สถานที่เกิดเหตุได้ ทุกอย่างครบถ้วนสมบูรณ์

แสดงว่าการยื่นคำให้การเมื่อเดือน มิ.ย. 2560 มีปัญหา คนที่ไปยื่นคือบิดาของนายพีรวิชญ์ หรือคนออกใบรับรองแพทย์จะมีปัญหาต่อไปในอนาคต ถ้าศาลอุทธรณ์ใช้ดุลยพินิจสอบย้อนเพิ่ม ตนทำหนังสือยื่นไปที่ บช.น. ใช้เวลาติดตามถึง 2 เดือน ไม่ให้ความร่วมมือเลย ตนเลยโพสต์เฟซบุ๊กว่าหมดหวัง บังเอิญเมื่อเดือนที่แล้วไปออกรายการกับนายโกศลวัฒน์ ให้แนวทางกับตนว่า ถึงแม้ทนายความไม่ได้มา อัยการก็สามารถเรียกหนังสือนี้จากกองวินัย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) มาประกอบการยื่นคำร้องต่อศาลอุทธรณ์ได้ เพราะอัยการก็ยื่นอุทธรณ์ไปแล้ว จึงเป็นความหวังของตนกับนางเรวดี

นายอนันต์ชัย กล่าวถึงความรู้สึกในการทำคดีนี้ว่า นางเรวดีบอกว่าถ้าแพ้คราวนี้อีกจะไปโดดตึกสตช. จะประท้วง สตช. ท่านอัยการท่านก็ปลอบใจว่าอย่าทำอย่างนั้น ตนรู้สึกสงสารมาก ตอนนี้นอกจากเรื่องนี้แล้วก็มีเรื่องมรดกอีก ที่ช่วยทั้งหมดช่วยด้วยใจ ตนไม่ใช่ทนายหน้าโซเชียล ตนจะให้สัมภาษณ์เฉพาะคดีที่เกี่ยวกับตน การวิจารณ์คดีเป็นเรื่องไม่สมควร คดีนี้ตนทำด้วยใจเพราะสงสาร คนไม่ได้รับความยุติธรรมมีเยอะ คดีนี้ตนมีความสัมพันธ์ตั้งแต่ที่นายศุภชัยไปติดตามฟังคดีวัยรุ่นฆ่าคนพิการเพื่อหาแนวทางมาสู้คดีให้บุตรชาย เป็นยอดคุณพ่อที่ทุ่มเท

เมื่อตนเข้ามาเป็นทนายความคนใหม่ ได้ตั้งทีมงานขึ้นมาเช่นเดียวกับพนักงานอัยการ รวม 4 คน ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ในกระบวนการยุติธรรมร่วมกัน เขียนอุทธรณ์ใช้เวลาประมาณ 1 เดือน เสร็จแล้ว พรุ่งนี้ (20 ธ.ค.) เวลา 13.30 น. จะไปยื่นที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ซึ่งมีประเด็นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 208 ให้ศาลสั่งสืบเพิ่ม เชื่อว่าทั้งอุทธรณ์ของอัยการและอุทธรณ์ของตนใช้คนเขียนรวมกันไม่ต่ำกว่า 10 คน ขอบคุณนายโกศลวัฒน์มากที่ให้ความกรุณา ความเป็นธรรมต้องปรากฏ ตนยินดีคดีไหนเดือดร้อนรับทำแล้วตนต้องขึ้นว่าความสู่ศาลเอง ไม่ใช่รับทำคดีเเต่หน้าโซเชียลแล้วทิ้งลูกความเดือดร้อน

โดยนายโกศลวัฒน์ กล่าวภายหลังรับหนังสือว่า คดีนี้ตั้งเเต่เกิดเหตุนายศุภชัยกระโดดตึกศาลอาญาเราก็ไม่ได้นิ่งนอนใจเราก็เข้าไปคุยกับพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนก็ได้รายงานชี้เเจงตามลำดับชั้นมาว่าได้ทำสำนวนอย่างรัดกุมเเละดีที่สุดพร้อมทั้งสั่งสอบสวนเพิ่มเติมหลายครั้งตามที่นายศุภชัยได้มีการร้องขอเเละมีการประสานงานกับทางอัยการบ่อย จนเมื่อศาลมีคำพิพากษาออกมาเเบบนี้ เราก็ได้ยื่นอุทธรณ์ไปโดยคณะทำงานที่ประกอบด้วยอัยการระดับอธิบดีเเละรองอธิบดีอัยการ โดยมีประเด็นหลักว่า พนานหลักฐานที่ได้นำสืบไปเเล้วนั้นเเม้จะมีการตัดประจักษ์พยานไปก็ยังพอที่จะรับฟังเเละลงโทษได้เเละประเด็นที่สองคือขอให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาใช้ ป.วิอาญา มาตรา 208 สั่งให้นำตัวพยานที่เคยอ้างเหตุว่าวิกลจริต นั้นกลับมาเป็นพยาน เนื่องจากอัยการไปตรวจสอบเเล้วพบว่าใบเเพทย์ที่มีการยื่นว่าพยานดังกล่าววิกลจริตยังไม่สามารถเบิกความได้ออกมากว่า 5 เดือนก่อนที่จะมีการนัดให้เบิกความในศาล เเล้วอ้างเหตุใบเเพทย์ดังกล่าว ซึ่ง2ประเด็นนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งในการยื่นอุทธรณ์ต่อศาลไป ซึ่งนอกจาก2ประเด็นหลักที่กล่าวมานั้นก็ยังมีรายละเอียดอีกมากพอสมควร ซึ่งเรื่องนี้ทางอัยการก็ได้มีการพูดคุยกับนายอนันต์ชัย ทนายก็ได้ประสานมาว่ายังมีเอกสารที่อยากได้เป็นเรื่องเกี่ยวกับการสอบสวนวินัยที่ทางทนายไม่สามารถขอได้ ตนจึงเเจ้งไปว่าให้ส่งคำร้องมายังเราเพื่อที่จะได้มีการประสานงาน โดยในวันนี้เมื่อได้รับเรื่องก็จะนำเสนออัยการศาลสูงเพื่อให้พิจารณาสั่งการเพื่อที่จะขอหลักฐานในสำนวนวินัยมาประกอบเป็นคำเเถลงหรือคำร้องประกอบอุทธรณ์ที่ได้ยื่นไป ซึ่งขั้นตอนจะเป็นไปตามกรอบที่กฎหมายกำหนดที่พอจะช่วยทำให้ขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพได้

เมื่อถามว่าถ้ายังไม่ได้ประจักษ์พยานมาให้การเพิ่มทางอัยการยังมั่นใจในการยื่นอุทธรณ์หรือไม่นายโกศลวัฒน์กล่าวว่า ไม่ใช่เเค่ตนมั่นใจเท่านั้น อัยการพิเศษฝ่ายสำนักงานศาลสูงซึ่งเป็นเจ้าของสำนวนได้อ่านอุทธรณ์โดยละเอียดเเล้วเห็นว่าศาลอุทธรณ์อาจจะใช้ดุลพินิจลงโทษจำเลยได้ เพราะว่าการสืบพยานในศาลชั้นต้น มีการชี้ตัวลงชื่อเเละให้การในชั้นสอบสวน โดยมีพนักงานสอบสวนรับรอง ตรงนี้ถ้าเราดูคดีที่ผ่านมาศาลมักจะฟังพยานที่ให้การในระยะเวลากระชั้นชิดที่เกิดเหตุในชั้นสอบสวน เนื่องจากมองว่าเป็นข้อเท็จจริงที่รับรู้โดยไม่มีการปั้นสรรปรุงเเต่ง เเต่ถึงที่สุดเราต้องเคารพดุลพินิจของศาลอุทธรณ์ซึ่งมีความเป็นอิสระ

ด้าน นางเรวดี กล่าวว่า ขอขอบคุณท่านอัยการที่ได้เมตตาต่อครอบครัว เเละเชื่อมั่นในตัวอัยการว่าจะได้รับความเป็นธรรม ขอให้เรื่องของลูกชายกับสามีได้รับความเป็นธรรม