มนุษย์สร้างระบบการทดสอบและวัดผลขึ้นมาเพื่ออะไร เป็นคำถามที่ตอบได้ไม่ยาก แต่ที่จะมากไปกว่านั้นก็คือ “มาตรฐาน” กับ “กระบวนการ” ทดสอบและวัดผล น่าเชื่อถือหรือไม่
ถ้า “ไม่” ก็เท่ากับว่า การทดสอบและวัดผลนั้นไร้คุณค่าความหมาย
“ความน่าเชื่อถือ” จึงสำคัญยิ่งกว่าระบบทดสอบและวัดผล
ยกตัวอย่างเช่น สมัยก่อน มีข่าวอื้อฉาวบ่อยๆ เกี่ยวกับการสอบเข้าเป็นตำรวจว่าวิ่งเต้นได้ ฝากได้ เอาข้อสอบออกมาอ่านก่อนได้ ทุจริตกันจนเป็นที่อับอายขายหน้า ต่อมาองค์กรได้ปรับปรุงแก้ไขด้วยการทำ 3 เรื่องคือ หนึ่ง ข้อสอบ สอง กระบวนการสอบคัดเลือก และสาม การจัดการ
“การสอบคัดเลือก” เป็นการทดสอบวัดผลเพื่อหาบุคลากรตามที่องค์กรพึงประสงค์ โดยมักวัดผลกันจากความรู้ทั่วไป ความรู้เฉพาะ ทักษะความสามารถ ประสบการณ์
ไม่ว่าจะเป็นข้อสอบ กระบวนการจัดสอบ และการจัดการ ทั้ง 3 เรื่องสำคัญและมีความสัมพันธ์กัน
ถ้าจะ “สอบคัดเลือก” ข้อสอบก็ต้อง “ไม่รั่ว”
หาก “ข้อสอบรั่ว” ก็ไม่ต้องจัดสอบคัดเลือก ไม่ต้องแสดงละคร ไม่ต้องเขินอาย ชอบใจใครก็เลือกชื่อนามสกุลเอาเข้าไปได้เลย
ส่วนการจัดสอบคัดเลือกนั้นเป็น “การวัดผล” กันด้วยข้อสอบ เพื่อหาคนที่เหมาะสม ได้คนที่ต้องการ หรือคนที่คาดว่าเอามาพัฒนาได้ง่ายกว่า จึงได้จัดสอบ
หากแต่ “หัวใจ” ไม่ได้อยู่ที่ “ข้อสอบ” ที่ดีที่เหมาะสมเท่านั้น “กระบวนการจัดสอบ” และ “การจัดการ” ที่รัดกุม โปร่งใส ตรงไปตรงมา ไม่เกื้อกูลหรือเอื้ออำนวยแก่คนพิเศษก็มีความสำคัญเท่าๆกับ “ข้อสอบ”
เนื่องจาก “ข้อสอบ” ไม่สามารถเดินออกจากตู้เซฟ หรือออกจากห้องไปหาคนผู้ใดได้ มีแต่ “คนบางคน” เท่านั้นที่กระทำให้ “ข้อสอบรั่ว”
“ข้อสอบรั่ว” นับเป็นความฉ้อฉล คดโกง เป็นปัญหาทางจริยธรรมที่รุนแรงยิ่งเสียกว่าการยืนชี้หน้าด่า หมิ่นประมาทใส่ความกัน
ไม่แน่ใจว่าทุกวันนี้ แต่ละหน่วยงานแต่ละองค์กรมีระเบียบปฏิบัติ มีบทบัญญัติทางจริยธรรมกำกับเคร่งครัดกันแค่ไหน
“ข้อสอบรั่ว” หมายถึง การรู้ก่อน รู้ล่วงหน้า มีโอกาสเตรียมตัวหา “คำตอบ” หรือหาทางออกเอาไว้ก่อน หรือรู้คำตอบก่อน
การทดสอบชี้วัดจะไร้ความหมายทันทีที่ “ข้อสอบรั่ว”
และจะ “วิกฤต” ไปกว่านั้น ถ้ายังมี “คนรั่ว” ทำหน้าที่ “บั่นทอน” มาตรฐานและความเชื่อถือขององค์กร !?!!

