มติ สมัชชาสุขภาพ เงินไม่ใช่ตัวชี้วัดครอบครัวมีสุข

19.12.18 | 16:41 น.

มติสมัชชาสุขภาพž

เงินžไม่ใช่ตัวชี้วัดครอบครัวมีสุขž

งานเสวนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วม ภายใต้หัวข้อ ชุมชนและรัฐร่วมสร้างครอบครัวสุขภาวะได้อย่างไรŽ เป็นอีกเวทีสำคัญในการประชุมสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 11 ที่จัดขึ้นโดย คณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.)

ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ พร้อมเปิดให้ผู้ร่วมงานอภิปรายและระดมความคิดเห็น เพื่อนำแนวทางการพัฒนาสู่การผลักดันเป็นนโยบายสาธารณะของประเทศ

Advertisement

ศ.รุจา ภู่ไพบูลย์ อาจารย์ประจำภาควิชาพยาบาลศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาล (รพ.) รามาธิบดี กล่าวว่า ปัจจุบันสังคมไทยมีครอบครัวหลายรูปแบบทั้งพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว ครอบครัวใหญ่ ครอบครัวเครือญาติเลี้ยงหลานโดยไม่มีพ่อแม่ ครอบครัวที่มีพ่อแม่เพศเดียวกัน โดยสุขภาวะของครอบครัวที่ดีอย่างน้อยทุกคนในบ้านมีร่างกายแข็งแรง ส่งเสริมการศึกษาบุตรให้มีความรู้ ครอบครัวอบอุ่น ภาวะเศรษฐกิจต้องจุนเจือคนในครอบครัวได้ ทั้งนี้ จากการเก็บข้อมูลระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2560-มีนาคม 2561 โดยการศึกษาครอบครัวไทย 6,000 ครอบครัว ผ่านการทำแบบสอบถามครอบคลุม 9 มิติ ในพื้นที่ 4 ภาค รวม 8 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร (กทม.) เชียงใหม่ ลำปาง พิษณุโลก นครสวรรค์ หนองคาย อุดรธานี ยโสธร สุรินทร์ กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ชลบุรี ยะลา สุราษฎร์ธานี สงขลา และพัทลุง ผลปรากฏว่า ภาคใต้ ซึ่งรวมทั้ง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นภาคที่มีระดับความอยู่ดีมีสุขครอบครัวสูงสุด รองลงมาเป็น ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่วนกรุงเทพฯ มีระดับความอยู่ดีมีสุขต่ำสุดในประเทศไทย มีคะแนนเฉลี่ยของภาวะเศรษฐกิจและด้านสุขภาพต่ำกว่าทุกภาค แม้ครอบครัวจะมีรายได้สูงกว่าทุกภาคก็ตาม

 

ศ.รุจากล่าวว่า ผลศึกษาพบครอบครัวเดี่ยวส่วนใหญ่จะนำบุตรมาให้พ่อแม่ช่วยเลี้ยงดู ซึ่งเมื่อแบ่งครอบครัวออกเป็น 8 ช่วง พบเมื่อเริ่มต้นชีวิตคู่ ยังไม่มีบุตร เป็นช่วงที่มีคะแนนความสุขสูงสุด 3.8 คะแนน จาก 8 คะแนนเต็ม จากนั้นเมื่อเริ่มเลี้ยงดูลูกเล็ก หรือลูกคนแรกมีความสุขต่ำสุด ก่อนความสุขจะเพิ่มขึ้นช่วงเลี้ยงดูลูกวัยเรียน

สู่การเลี้ยงดูลูกวัยรุ่น วัยทำงาน และต่ำสุดอีกครั้งช่วงวัยชราและวัยชราเจ็บป่วย

ถามว่าการส่งเสริมการศึกษาให้บุตรช่วยทำให้ครอบครัวมีสุขหรือไม่ ศ.รุจากล่าวว่า ช่วยทำให้ครอบครัวมีสุขจริง เพราะสมาชิกมีความรู้และความเข้าใจในการเผชิญปัญหาครอบครัว นอกจากนี้ เมื่อพิจารณาจากจำนวนบุตรที่ทำให้มีความสุข สำรวจจากแม่วัยรุ่น-อายุ 70 ปี พบมีบุตร 4 คน ได้คะแนนสูงสุด หมายความว่ามีลูกมากเป็นเรื่องดี แต่ไม่ควรเกิน 4 คน รองลงมามีบุตร 2-3 คน และการมีลูกคนเดียวสุขน้อยสุด ซึ่งกลุ่มนี้ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ สำหรับแนวคิดแต่งงานและมีลูกน้อยลงนั้นไม่ได้สร้างสุขภาวะครอบครัวที่ดี

ดังนั้น การจัดทำนโยบายส่งเสริมการมีบุตรของรัฐบาลจะต้องชัดเจนว่าครอบครัวต้องมีบุตรกี่คน ส่วนความต้องการให้ครอบครัวมีรายได้มาก ปัจจุบันเงินอาจไม่ใช่สิ่งเดียวที่จะทำให้พ่อแม่เลี้ยงลูกได้และครอบครัวมีความสุข เพราะผลศึกษาพบคนไทยบางกลุ่มในครอบครัวที่มีรายได้น้อยกลับมีครอบครัวที่มีความสุข อบอุ่นมากกว่าŽ ศ.รุจากล่าว

สอดคล้องกับความคิดเห็นของ นายพิทักษ์ บำรุงชาติ

ประธานชมรมผู้ปกครองบุคคลออทิสติก จ.สงขลา ที่ระบุว่า สิ่งสำคัญของครอบครัวสุขภาวะ คือการมีส่วนร่วมของชุมชนในการช่วยเหลือดูแลกันและกัน ซึ่งครอบครัวเป็นหน่วยเล็กที่สุดของชุมชนและเป็นรากฐานสำคัญของสังคม ปัจจุบันครอบครัวไทยต้องเผชิญปัญหาที่หลากหลาย ทำให้ครอบครัวมีความสุขน้อยลง โดยเฉพาะปัญหาครอบครัวที่มีผู้พิการ พบเป็นปัญหามากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 10.4 จาก 20.36 ล้านครัวเรือน เนื่องจากครอบครัว เครือญาติขาดความรู้ ขาดความเข้าใจใน

ผู้พิการ ไม่มีการสร้างภาวะพึ่งพิงและอาศัยคนในชุมชน ตลอดจนสร้างสภาพแวดล้อมโดยรอบ อย่างไรก็ตาม ประสบการณ์ส่วนตัวที่มีลูกเป็นออทิสติก และเป็นครอบครัวเดี่ยว พ่อ แม่ ลูก ช่วงแรกต้องเลี้ยงอย่างใกล้ชิด ต่อมาเมื่อเริ่มสร้างความรู้ ความเข้าใจต่อคนภายในชุมชน เช่น เริ่มจากบอกเพื่อนบ้านให้เข้าใจถึงพฤติกรรม อาการเด็กออทิสติก จากนั้นเพื่อนบ้านบอกต่อบ้านอีกหลัง บอกมอเตอร์ไซค์รับจ้างช่วยนำลูกมาส่งหากเด็กพลัดหลง

แจ้งร้านค้าสะดวกซื้อช่วยให้ขนมเด็กก่อนแล้วจะนำเงินไปจ่ายทีหลัง รวมถึงมองหาสถานศึกษาที่เอื้อต่อเด็กพิเศษ ต้องสร้างความรู้และระบบกลไก ยอมรับว่าเด็กออทิสติกจะต้องเรียนหนังสือ เพราะอนาคตเด็กจะกลายเป็นปัญหาสังคม

นายพิทักษ์กล่าวว่า สำหรับการสร้างสุขภาวะที่บ้านต้องประกอบด้วย 3 ปัจจัย ได้แก่ 1.ปัจจัยด้านปัจเจกของแต่ละบุคคล ต้องอยู่ภายใต้อิทธิพลการกล่อมเกลาหล่อหลอมนิสัย ค่านิยม พฤติกรรมจากการสั่งสอนเลี้ยงดู

ของครอบครัว ชุมชน สังคมและโรงเรียน 2.ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมเอื้อให้เกิดสุขภาวะครอบครัว และ 3.ปัจจัยด้านระบบสนับสนุนให้เกิดสุขภาวะตั้งแต่ชุมชนจนถึงระดับชาติ รวมถึงร่วมกันพัฒนาและสร้างพื้นที่ต้นแบบการดูแลสุขภาวะที่บ้านเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะระดับพื้นที่และระดับชาติให้เป็นรูปธรรม ยั่งยืน

ภาพรวมทั้งประเทศ ตัวชี้วัดเรื่องเงินไม่ใช่ตัวชี้วัด

สำคัญของครอบครัวมีความสุข แม้แต่สังคมเมืองที่มีโครงสร้างที่ดี ระบบสาธารณูปโภคและระบบบริการสาธารณะครบถ้วนอย่างกรุงเทพฯ ต่างมีคนต้องการเข้ามาพำนักอาศัยอยู่ จุดใฝ่ฝันคนชนบทกลับไม่ได้สร้างให้ครอบครัวมีสุขภาวะที่ดีŽ นายพิทักษ์กล่าว

ด้าน น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า

สสส.และเครือข่ายร่วมกันศึกษาสถานการณ์ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา พบครอบครัวไทยต้องเผชิญปัญหาในภาวะครอบครัวเปราะบาง เข้าสู่ยุคเด็กเกิดน้อยและสังคมสูงวัย จากข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ

พบดัชนีครอบครัวอบอุ่นของสังคมไทยมีแนวโน้มลดลง โดย สสส.ภายใต้แผนสุขภาวะเด็ก เยาวชนและครอบครัว มุ่งสร้างเสริมภูมิคุ้มกันและความเข้มแข็งให้เด็กเยาวชนและครอบครัวต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนโครงการด้านครอบครัวอบอุ่น แบ่งการดำเนินงาน 3 โมเดล โมเดลที่ 1 การส่งเสริมครอบครัวอบอุ่นในชุมชน โดยดำเนินการนำร่องใน 11 จังหวัด และปี 2562 จะยกระดับเป็นจังหวัดส่งเสริมครอบครัวอบอุ่นต้นแบบ 7 จังหวัด คือ ลำปาง พะเยา เลย กาฬสินธุ์ สุรินทร์ อุบลราชธานี และตรัง โมเดลที่ 2 สนับสนุนการสร้างเสริมครอบครัวอบอุ่นในองค์กรและหน่วยงานต่างๆ และโมเดลที่ 3 การขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐสู่การปฏิบัติในระดับพื้นที่เพื่อขยายผลพื้นที่ต้นแบบให้กว้างขึ้น นอกจากนี้ครอบครัวอบอุ่นต้องประกอบด้วย สัมพันธภาพของคนในครอบครัว บทบาทหน้าที่ของสมาชิกในครอบครัว และการพึ่งพาตนเอง

เป็นปัจจัยนอกเหนือจากภาวะเศรษฐกิจ เช่น สามารถหันหน้าหาครอบครัวเมื่อเผชิญปัญหาได้ ครอบครัวพึ่งพาตนเองได้เมื่อประสบภาวะวิกฤต เป็นต้น

จากสถานการณ์ครอบครัวในปัจจุบัน เมื่อมองไปอีก 10-20 ปีข้างหน้า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีจะเข้ามาทดแทนแรงงาน และเกิดการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร ทำให้ครอบครัวไทยต้องเผชิญกับภาวะที่คนกลุ่มน้อยในกลุ่มเจนแซด (Gen Z) ที่ปัจจุบันอายุตั้งแต่ 17 ปีขึ้นไป ส่วนหนึ่งถูกเลี้ยงดูให้เติบโตจากครอบครัวเปราะบาง ขาดความรัก ความอบอุ่นจนอาจนำไปสู่ความล้มเหลวในการศึกษา การมีงานทำ การหารายได้ที่ไม่สามารถใช้ทักษะขั้นสูง ต้องกลายเป็น

ผู้แบกรับภาระเลี้ยงดูผู้สูงอายุที่มาจากคนกลุ่มใหญ่ในกลุ่มเจนเอ็กซ์ (Gen X) และกลุ่มเจนวาย (Gen Y)

ที่ปัจจุบันอายุ 38-53 ปี และ 18-37 ปี เช่นนี้สังคมไทยในอนาคตจะเต็มไปด้วยครอบครัวเปราะบาง จำเป็นต้อง

ส่งเสริมการพัฒนาสุขภาวะภายใต้การมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นสำคัญŽ น.ส.ณัฐยากล่าว

ขณะที่ พญ.ตรีธันว์ ศรีวิเชียร หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านการบริการปฐมภูมิ รพ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า

ในฐานะแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว มีโอกาสได้ร่วมพัฒนาระบบบริการระดับปฐมภูมิและทำงานด้านหมอครอบครัวและชุมชนกว่า 10 ปี การสร้างสุขภาวะไม่ใช่หน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ แม้มีการกำหนดให้บุคคลที่เกี่ยวข้องกับสาธารณสุขมีภารกิจส่งเสริม

สุขภาวะที่ดี แต่รู้ดีว่าไม่อาจทำได้ เพราะพวกเขาเหล่านี้เป็นเพียงฟันเฟืองส่วนหนึ่ง โดยหมอครอบครัวจะถูกสอนเสมอว่า คนไข้ยังมีองค์ประกอบอื่น ไม่ใช่เพียงร่างกาย ยังมีจิตใจ สังคมและจิตวิญญาณรวมอยู่ด้วย ซึ่งทั้ง 4 ด้าน เป็นองค์ประกอบของความสุข ต้องมีความสมดุลกัน ขณะที่การสาธารณสุขไทยกลับมุ่งเน้นรักษาร่างกายเป็นส่วนใหญ่ จนลืมมิติด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งยังพยายามที่จะรักษากายเป็นสิ่งแรก ทั้งที่ควรจัดมิติอื่นให้อยู่ในอันดับแรก ทำให้การทำงานหลาย 10 ปีของหมอครอบครัว

ไม่เคยบรรลุผลสำเร็จ ประชาชนไม่มีความสุขและไม่เกิด

สุขภาวะที่ดี เพราะไม่เคยตอบสนองโจทย์ของคนไข้

การมีความสุขในสภาพที่ตัวเองเป็นอยู่ ยอมรับตัวเอง ใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งนั้นได้ ถือเป็นการมีสุขภาวะที่ดี

ดังนั้นต้องพยายามหาว่าความสุขของแต่ละคนคืออะไร ไม่ใช่การพยายามนำเป้าหมาย หรือตัวชี้วัดเข้าแก้ปัญหา โดยแพทย์จะต้องยืนเคียงข้าง ส่วนภาครัฐต้องส่งเสริมความรู้ ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม ขณะที่

สังคมและชุมชนต้องอยู่ตรงกลาง เพื่อสร้างความสมดุลŽ พญ.ตรีธันว์กล่าวทิ้งท้าย