บทนำ : สมุนไพร-เชื่อผิดๆ

22.12.18 | 12:15 น.

เมื่อเร็วๆ นี้ นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) เดินทางตรวจเยี่ยมการเข้าถึงยาและน้ำยาล้างไตผ่านทางช่องท้อง ที่โรงพยาบาลสมเด็จพระญาณสังวร จ.เชียงราย และกล่าวถึงผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังว่า ประเทศไทยมีประมาณ 8 ล้านคน ประมาณ 1 แสนคน ป่วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย และต้องบำบัดทดแทนไตด้วยการฟอกเลือด หรือล้างไตทางช่องท้อง ใช้งบกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง 15-20% ต่อปี หากไม่มีการแก้ไข คาดว่าใน 5 ปี ผู้ป่วยจะเพิ่มเป็นกว่า 2 แสนราย และต้องใช้งบกว่า 4 หมื่นล้านบาทต่อปี

นพ.ปัญจพล กอบพึ่งตน อายุรแพทย์โรคไต รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ เผยว่า การบำบัดทดแทนไตต้องผ่าตัดใส่สายสวน ซึ่งห้องผ่าตัดและบุคลากรไม่เพียงพอ เกิดความแออัดและรอคิวนาน ในปี 2553 จึงได้หาสถานที่มารองรับการดำเนินการผ่าตัดใส่สายสวน ซึ่งจะต้องไม่ไกลจากผู้ป่วยและแพทย์ที่จะมาดำเนินการ สุดท้ายมาลงตัวที่ รพ.สมเด็จพระญาณสังร ทั้งนี้ หลังจากมาดำเนินการใส่สายสวนที่ รพ.แห่งนี้ อัตราการรอคอยลดลง จาก 4 เดือน เหลือเพียง 2 เดือน พัฒนาจนเป็นศูนย์ไตเทียมที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ มีขนาด 40 เตียง และลดเวลารอคอยลงในปัจจุบันเหลือเพียง 1 เดือนกว่าๆ เท่านั้น

นพ.ปัญจพลระบุว่าเชียงรายถือว่ามีผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรังสูงมาก รองจาก กทม.แค่จังหวัดเดียว สาเหตุจากพฤติกรรมการบริโภคอาหาร ส่งผลต่อโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ทำให้กลายเป็นโรคไตวายเรื้อรัง และพบว่ามีปัจจัยมาจากการรับประทานสมุนไพรบางชนิด เช่น หนานเฉาเหว่ย ถั่งเช่า เป็นต้น ซึ่งอ้างว่าช่วยลดเบาหวาน บำรุงไต แต่สมุนไพรที่บำรุงไต จะทำให้เลือดไปเลี้ยงไตมากขึ้น ทำให้ไตทำงานหนักขึ้น จนเกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน สวนทางกับยาของผู้ป่วยโรคไตที่จะเข้าไปช่วยทำให้เลือดหนืดขึ้น เพื่อลดการทำงานของไต

เห็นชัดว่าการรับประทานสมุนไพรตามความเชื่อหรือคำโฆษณา เป็นเรื่องต้องแก้ไขโดยเร็วและเด็ดขาด นอกจากทางราชการจะต้องให้ความรู้ที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่องแล้ว ต้องดำเนินคดีอย่างจริงจังเฉียบขาด ประชาชนเองควรระมัดระวัง กินยาตามแพทย์สั่ง ไม่หลงเชื่อคำโฆษณา หรือการบอกต่อง่ายๆ สุขภาพที่ดีของประชาชนถือเป็นทรัพยากรที่มีค่าของประเทศ ต้องปกป้องรักษาและฟื้นฟู เพื่อเป็นพลังคุณภาพในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวหน้า และแข่งขันได้