โฆษกศาลฯเผยสถิติคดีพ.ร.บ.จราจรทางบก ทั่วประเทศช่วง 7 วันอันตราย ปีใหม่ 61 กว่า 15,000 คดี “เมาแล้วขับ” มากสุด ส่วนช่วง7 วันอันตรายปีนี้คาดหวังคดีจะลดน้อยลง ปชช.เคารพกฎหมาย และคำนึงถึงความปลอดภัยสาธารณะ เปิดศาลวันหยุดพร้อมอำนวยความเป็นธรรม
เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยสถิติคดีความผิดตามพ.ร.บ.จราจร
ทางบก ช่วง 7 วันอันตรายเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา ระหว่างวันที่ 28 ธ.ค.2560 – 3 ม.ค.2561 พบว่ามีคดีที่ฟ้องร้องขึ้นสู่การพิจารณาของศาลชั้นต้นทั่วราชอาณาจักร จํานวนรวมทั้งสิ้น 15,587 คดีโดยจังหวัดที่มีปริมาณคดีที่ฟ้องขึ้นสู่การพิจารณาสูงสุด 5 ลําดับ ได้แก่ จ.อุดรธานี 1,284 ข้อหา ชลบุรี 904 ข้อหา จ.ร้อยเอ็ด 688 ข้อหาจ.เชียงใหม่ 681 ข้อหาและกรุงเทพมหานคร 656 ข้อหา
ทั้งนี้หากแยกปริมาณคดีที่ฟ้องยังศาลชั้นต้นทั่วราชอาณาจักร ศาลที่มีปริมาณการฟ้องคดีขึ้นสู่การพิจารณาสูงสุด 5 ลําดับ ได้แก่ศาลแขวงเชียงใหม่ 561 ข้อหา ศาลแขวงอุดรธานี 530 ข้อหาศาลแขวงชลบุรี 487 ข้อหาศาลแขวงพัทยา 375 ข้อหาและศาลแขวงสมุทรปราการ 338 ข้อหา
ส่วนข้อหาที่พบว่ามีการกระทําความผิดสูงสุดตามลําดับดังนี้ 1.ขับรถขณะเมาสุรา ระวางโทษจําคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับตั้งแต่ 5,000 บาท – 20,000 บาท หรือทั้งจําทั้งปรับ และพักใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่แต่หากเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จะมีระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 1 ปีถึง 5 ปีและปรับตั้งแต่ 20,000 บาท – 100,000 บาท และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปีหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ ถ้าเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 2 ปี- 6 ปีและปรับ ตั้งแต่ 40,000 บาท – 120,000 บาท และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 2 ปีหรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ แต่ถ้าเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจําคุกตั้งแต่ 3 ปี – 10 ปีและปรับตั้งแต่
60,000 บาท – 200,000 บาท และเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
2. ขับรถขณะเสพสารเสพติดเข้าไปในร่างกาย ต้องระวางโทษสูงกว่าที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด อีก 1 ใน 3 กล่าวคือ หากเสพยาเสพติดให้โทษในประเภทหนึ่ง เช่น ยาบ้า แล้วขับรถ จะต้องเพิ่มโทษ 1 ใน 3 จากระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน – 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 บาท – 60,000 บาท หากเสพยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 เช่น กัญชา แล้วไปขับรถ จะต้องเพิ่มโทษ 1 ใน 3 จากระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 20,000 บาท หากเป็นพืชกระท่อมจะต้องเพิ่มโทษ 1 ใน 3 จากระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่หากเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ จะมีระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี – 5 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาท – 100,000 บาท และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ ถ้าเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี – 6 ปี และปรับตั้งแต่ 40,000 บาท – 120,000 บาท และพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ แต่ถ้าเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3 ปี – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000 บาท – 200,000 บาทและเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่
3. ขับรถโดยไม่มีใบอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 1,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
โฆษกศาลยุติธรรมกล่าวเพิ่มเติมว่า ช่วง 7 วันอันตรายของปีนี้ คือ ระหว่างวันที่ 27 ธ.ค. 2561 – 2 ม.ค. 2562 สำนักงานศาลยุติธรรมจะเก็บสถิติคดีและรายงานให้พี่น้องประชาชนทราบ เพื่อให้ข้อมูลมีส่วนสร้างการตระหนักรู้แก่ทุกฝ่าย นำไปสู่การแก้ไขปัญหาการกระทำผิดกฎหมายในช่วงเวลาดังกล่าวต่อไป
“และในช่วงวันหยุดราชการปีใหม่ 2562 นี้ ศาลยุติธรรมชั้นต้นทั่วประเทศ จะเปิดทำการในวันหยุดราชการเพื่อให้สอดคล้องกับการดำเนินกระบวนพิจารณาในคดีอาญา เพื่อการผัดฟ้อง ฝากขัง เนื่องจากเจ้าพนักงานตำรวจจะควบคุมตัวผู้ต้องหาไว้ได้ไม่เกิน 48 ชั่วโมง และกรณีที่ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพ พนักงานอัยการจะต้องนำตัวมาส่งฟ้องต่อศาลให้ทันภายในกำหนด 48 ชั่วโมงด้วย โดยสามารถตรวจสอบวันเปิดทำการในวันหยุดราชการของศาลชั้นต้นทั่วประเทศได้ที่ประกาศหน้าศาลและในเว็บไซต์ของแต่ละศาล โดยในช่วงวันหยุดหากมีกรณีต้องใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับตรวจสอบหรือจำกัด การเดินทางของบุคคล หรืออุปกรณ์ EM สำหรับการปล่อยชั่วคราวหรือคุมประพฤติ ศูนย์ควบคุมติดตามการปล่อยชั่วคราวและการบังคับตามคำสั่งศาลโดยใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (ศูนย์ EM) ของสำนักงานศาลยุติธรรม ซึ่งเปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง 7 วัน เป็นปกติอยู่แล้ว จึงสามารถอำนวยความสะดวกได้ตลอดเวลา”นายสุริยัณห์ กล่าว
ตอนท้ายโฆษกศาลยุติธรรมกล่าวเน้นย้ำว่า แม้ศาลยุติธรรมและสำนักงานศาลยุติธรรมจะมีความพร้อมในการอำนวยความเป็นธรรมทางด้านคดีในช่วงปีใหม่ที่จะถึงนี้เพียงใด แต่ก็ยังหวังว่าสถิติคดีจะลดลง เพราะนั้นหมายถึงความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนที่มีมากขึ้น และยังสะท้อนให้เห็นถึงการเคารพกฎหมายและการคำนึงถึงความปลอดภัยสาธารณะของประชาชนในภาพรวมอีกด้วย

