“วิญญัติ”ตั้งคำถาม ความปลอดภัยทางไซเบอร์ประชาชนอยู่ที่ไหนหลังพบข้อมูลรั่วไหลหลายกรณี เรียกร้องประชาชนตื่นตัว จี้ รัฐต้องสร้างกระบวนการตรวจสอบการละเมิดสิทธิได้เป็นมาตรฐาน
เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม นายวิญญัติ ชาติมนตรี เลขาธิการสมาพันธ์นักกฎหมายเพื่อสิทธิและเสรีภาพ (สกสส.) ได้โพสต์เฟซบุ๊คเกี่ยวกับกรณี ความปลอดภัยของประชาชนทางไซเบอร์ มีเนื้อหาว่า
การดักฟังโทรศัพท์ การดักฟังเสียง วีดีโอ ข้อความแชท การดักรับและถ่ายโอนข้อมูลต่างๆของแอพพลิเคชั่นหรือโปรแกรมติดต่อสื่อสารระหว่างกันทางระบบอินเตอร์เน็ต ที่ใช้เครื่องมือที่มีเทคโนโลยีระดับสูงโดยฝ่ายข่าวของหน่วยงานความมั่นคง ถือว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศจริงๆหรือไม่
ประชาชนจะวางใจได้ด้วยวิธีการใด ตรวจสอบความโปร่งใสให้มั่นใจได้อย่างไรว่าจะไม่ถูกละเมิดสอดแนมความเป็นส่วนตัว ยกเว้นมีบางคนที่ไม่เคยคำถึงสิทธิมนุษยชนและภัยที่เกิดกับตนเอง
ผมตั้งประเด็นนี้ขึ้นมาด้วยความกังวลที่เกิดขึ้นจริง ทั้งจากงานคดี ปัญหาทางเทคนิค และกฎหมายที่เลวร้ายมีส่วนเปิดช่องเพื่อให้มีการสอดแนมประชาชนได้ ผมไม่ได้ต่อต้านการสืบราชการลับเพื่อปกป้องประเทศชาติ แต่ที่ผมพูดเรื่องนี้หลายครั้ง ทั้งมีกรณีตัวอย่างเกิดขึ้นให้เห็นเป็นข่าวมาแล้วหลายกรณี เพราะเราต้องการกระบวนการตรวจสอบที่มีมาตรฐาน เกิดความรับผิดชอบทางกฎหมายที่องค์กรตามกระบวนการยุติธรรมตระหนักถึงความสำคัญร่วมกันอย่างจริงจัง
เหตุใดเจ้าหน้าที่สามารถติดตามตัวได้ เหตุใดจึงมีใครล่วงรู้การสนทนาของคนอื่นหรือได้ข้อมูลแชทมาได้ เหตุใดมีคนเอาคลิปเสียงทางโทรศัพท์มาแฉเพื่อเอาชนะและ
“เหตุใดกรณีเป็นข่าวดังล่าสุดซึ่งเป็นการสะกดรอย แอบถ่ายและตั้งเครื่องมืออุปกรณ์ในสถานที่ปิดเกิดขึ้นได้อย่างไร”
ผมไม่สามารถระบุผู้กระทำได้ แต่ด้วยการได้มาของคลิปและนำมาเผยแพร่เกิดจากขบวนการใด กระบวนการตั้งคำถามต่อหน่วยงานรัฐจึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งของการตรวจสอบตามวิถีของประชาชน
กฎหมายไทยอย่างน้อย 11 ฉบับและอยู่ในกระบวนการร่างกฎหมายอีกหลายฉบับ ที่ให้อำนาจเจ้าหน้าที่ดักฟัง ดักรับ เข้าถึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลการสื่อสารได้ มันจึงไม่ใช่เรื่องความมั่นคงปลอดภัยของประเทศเพียงอย่างเดียว แต่มันอาจเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงมากขึ้น สิทธิและเสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคลถูกล่วงล้ำหนักขึ้น
หน่วยข่าวที่มักขึ้นตรงกับหน่วยงานความมั่นคงที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงผสานความรู้เห็นเป็นใจกับเอกชนหรือหน่วยงานรัฐโดยอาศัยกฎหมายที่เปิดกว้างแต่ไม่รัดกุมไร้การตรวจสอบอย่างจริงจัง กำลังทำให้มาตรฐานทางเทคนิคและมาตรฐานความปลอดภัยด้อยประสิทธิภาพลง
การติดตั้งอุปกรณ์ดักรับข้อมูลทำได้หลายวิธีและประชาชนอย่างเราจะรู้ได้อย่างไรเมื่อรัฐไม่มีทางจะยอมรับ เราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าบริษัทเอกชนหรือผู้ให้บริการรับอินเทอร์เน็ตไม่ได้ให้ความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐที่เกินความจำเป็น รวมถึงการเปิดทางโดยไม่รับรู้ถึงการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ
ถึงเวลาแล้ว! ที่ประชาชนต้องตระหนักถึงหลักสิทธิมนุษยชน สิทธิความเป็นส่วนตัวขั้นพื้นฐาน ตั้งคำถามต่อรัฐและกระบวนการนิติบัญญัติ ร่วมกันแสดงออก แสดงจุดยืนต่อต้านการละเมิดสิทธิของเรา เพื่อร่วมกันผลักดันให้เกิดความรับผิดชอบจากการคุกคามนี้
#เราจะทำเป็นทองไม่รู้ร้อนวางเฉยต่อการกระทำอย่างไร้มาตรฐานอีกนานเท่าไหร่?”

