เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ที่กองบังคับการตำรวจทางหลวง พ.ต.อ.เอกราช ลิ้มสังกาศ รองผู้บังคับการตำรวจทางหลวง(รอง ผบก.ทล.) เปิดเผยถึงเส้นทางการเดินทางในช่วงเทศกาลปีใหม่โดยในปีนี้ได้กำหนด 7 วันอันตราย ระหว่างวันที่ 28 ธันวาคม 2561-3 มกราคม 2562 เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดบนท้องถนน พร้อมทั้งเส้นทางหลีกเลี่ยงถนนสายหลักในแต่ละภาค
พ.ต.อ.เอกราชเปิดเผยว่า สำหรับภาคเหนือมีเส้นทางหลักที่ประชาชนเลือกใช้จะเป็นเส้นทาง ทล.31(ถนนวิภาวดีรังสิต) หรือยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ เข้าสู่ ทล.1(ถนนพหลโยธิน) แล้วเบี่ยงซ้ายช่วง กม.51 เพื่อขึ้นต่างระดับบางปะอินเข้าสู่ ทล.32(สายเอเชีย) มุ่งหน้าสู่ จ.นครสวรรค์ เพื่อเดินทางสู่ภาคเหนือ(ระยะทางประมาณ 235 กม.) ซึ่งเป็นเส้นทางหลักและจะมีปัญหาตรงขึ้นต่างระดับบางปะอินเพราะเป็นจุดศูนย์รวม แต่ถ้าอยู่ฝั่งตะวันตกของกรุงเทพฯแนะนำให้ใช้ทางพิเศษอุดรรัถยา เข้าสู่ ทล.347(ต่างระดับเชียงราก/ต่างระดับ 347) สุดสาย เลี้ยวซ้ายเข้า ทล.347(สายเอเชีย) อ.บางปะหัน เพื่อเลี่ยงการเข้าสู่ต่างระดับบางปะอิน หรือใช้เส้น ทล.340(บางบัวทอง-สุพรรณบุรี) ไปออกอ่างทอง ชัยนาท อุทัยธานี แล้วแต่สะดวก ส่วนฝั่งตะวันออกกรุงเทพฯ ส่วนใหญ่ใช้เส้นทาง ทล.พ.9(วงแหวนตะวันออก) จนสุดสาย กม.0 เบี่ยงซ้าย ทล.1(ถนนพหลโยธิน) ใช้ทางคู่ขนานชิดซ้าย เพื่อเบี่ยงซ้ายขึ้นสะพานแล้วลง ทล.พ.9(วงแหวนตะวันตก) กม.84+400 เบี่ยงซ้ายขึ้นต่างระดับบางปะอินเข้าสู่ ทล.32 (ุถนนเอเชีย) มุ่งสู่ จ.นครสวรรค์ขึ้นภาคเหนือ(ระยะทาง 263 กม.) ซึ่งจะเป็นปัญหาตรงที่รถมาจากวงแหวนตะวันออกและเข้าสู่ต่างระดับบางปะอิน ไปถนนเอเชียจะต้องขึ้นสะพานลงสะพานจะทำให้รถชะลอตัว แนะนำว่ามีสองทางเลือกคือ ให้เลี้ยวซ้ายเข้า ทล.3214(ถนนคลองหลวง/ข้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) มุ่งเข้าและเลี้ยวขวาเข้า ทล.340 ออกไปทาง อ.บางปะหันก็ได้ หรือถ้าใช้เส้น ทล.พ.9(วงแหวนตะวันออก) สุดสายเจอ กม.0 แทนที่จะเลี้ยวซ้ายให้รถติดก็ตรงข้าม ทล.1(ถนนพหลโยธิน) ม้วนตัวซ้ายไปทางสระบุรี และเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสายโรจนะก็จะเข้าสู่ ทล.347(สายเอเชีย) จะหลีกเลี่ยงรถติดได้มากกว่าย้อนกลับไปต่างระดับบางปะอิน

สำหรับทางภาคอีสานทางสายหลักแบ่งเป็น 3 ทาง คือเส้นทางที่ 1 ทล.31(ถนนวิภาวดีรังสิต หรือยกระดับดอนเมืองโทลล์เวย์ เข้าสู่ ทล.1(ถนนพหลโยธิน) ถึง กม.106 ชิดขวาขึ้นต่างระดับสระบุรี ลงไปตาม ทล.2(ถนนมิตรภาพ) หรือเบี่ยงซ้าย กม.99 ขึ้นสะพานต่างระดับพุทธฉาย ลงไปตามถนนเลี่ยงเมืองสระบุรี ทล.362 บรรจบ ทล.2(ถนนมิตรภาพ) กม.5 มุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา เพื่อเดินทางเข้าสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ระยะทางประมาณ 251 กม.) ทางที่ 2 ใช้ ทล.พ.9(วงแหวนตะวันออก) กม.0 ชิดขวาขึ้นต่างระดับวังน้อยมุ่งหน้าสระบุรี เข้า ทล.1(ถนนพหลโยธิน) กม.54+500 มุ่งหน้าสู่จ.สระบุรี เพื่อเข้าภาคอีสาน(ระยะทางประมาณ 273 กม.) เส้นทางที่ 3 ใช้ ทล.พ.9(วงแหวนตะวันตก) กม. 84+400 ชิดขวา ทล.1(พหลโยธิน กม.52) มุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา เพื่อเข้าสู่ภาคอีสาน(ระยะทาง 285 กม.) สำหรับเส้นทางเลือก เมื่อผ่าน ทล.1(พหลโยธิน) สามแยกพุแค ให้เบี่ยงขวาเข้า ทล.21(ถนนพุแค-หล่มสัก) ถึงแยกม่วงค่อมเลี้ยวขวาเข้าสู่ ทล.205 ผ่านแยกถนนโค้ง เข้าสู่ ทช.2256 ประมาณ 76.9 กม. บรรจบ ทล.201(ชัยภูมิ-สีคิ้ว) เลี้ยวซ้ายมุ่งหน้าไป จ.ชัยภูมิ-ขอนแก่น หรือเลี้ยวขวาไปยัง ทล.2(ถนนมิตรภาพ) ต.มิตรภาพ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา หรือหากใช้เส้นทาง ทล.พ.7(มอเตอร์เวย์) กม.46 ให้เลี้ยวซ้าย ทล.314(ถนนสิริโสธร) มุ่งหน้า จ.ฉะเชิงเทรา ถึง กม.8+300 เลี้ยวขวา ทล.365(ถนนเลี่ยงเมืองวัดบางขวัญ) จนสุดสายมุ่งหน้าเข้า ทล.304 (ฉะเชิงเทรา-กบินทร์บุรี) ผ่าน อ.นาดี-วังน้ำเขียว-ปักธงชัย มุ่งหน้าสู่ จ.นครราชสีมา เพื่อเดินทางสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ระยะทาง 307 กม.) หรือหากใช้เส้นทาง ทล.359(แยกเข้าช้อน) จนสุดสายให้เข้า ทล.33(ถนนสุวรรณศร) ผ่าน อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ถึง กม.271+500 เลี้ยวซ้าย ทช.3395 ผ่าน อ.โคกสูง จนถึง กม.115+500 เลี้ยวซ้าย ทช.3486 ผ่าน อ.ตาพระ ถึงแยกบ้านใหม่ เลี้ยวซ้าย ทล.348(ถนนธนะวิถี/ถนนอรัญประเทศ-นางรอง) ผ่านอุทยานแห่งชาติตาพระยา มุ่งหน้าสู่ จ.บุรีรัมย์ เพื่อเดินทางสู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(ระยะทางประมาณ 404 กม.)

พ.ต.อ.เอกราชกล่าวต่อว่า สำหรับเส้นทางสู่ภาคตะวันออก แบ่งเป็น 4 เส้นทาง จะไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ เส้นทางที่ 1 ใช้ ทล.3(ถนนสุขุมวิท) ตลอดสาย มุ่งหน้า จ.ชลบุรี ระยอง ระยะทางประมาณ 191 กม. เส้นทางที่ 2 ใช้ ทล.พ.7(มอเตอร์เวย์) เข้าสู่เมืองพัทยา อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ระยะทางประมาณ 217 กม. ซึ่งจุดนี้อาจจะมีการจราจรติดขัดเนื่องจากจะมีจุดพักรถใหญ่ โดยขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงได้ประสานกรมทางฯเพื่อให้ประสานกับทางปั๊มน้ำมัน ปตท. ในเรื่องการบริหารจัดการรถเพื่อไม่ให้มีท้ายแถวออกมาด้านนอกของถนน นอกจากนี้ได้เปิดช่องทางเก็บเงินให้ผ่านทางฟรีตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2561-3 มกราคม 2562 เรื่องจากรถปัญหารถติดขัด เส้นทางที่ 3 ใช้ ทล.34(ถนนบางนา-ตราด) หรือใช้เส้นทางด่วนบูรพาวิถี ลงเชื่อมต่อ ทล.34(ถนนบางนา-ตราด) เข้าสู่ ทล.3(ถนนสุขุมวิท) กม.54+800 มุ่งหน้า จ.ชลบุรี ระยอง ระยะทางประมาณ 219 กม. และเส้นทางที่ 4 ใช้ ทล.304(ถนนสุวินทวงศ์) ผ่าน จ.ฉะเชิงเทรา ถึง กม.75+350 มุ่งหน้าเข้าสู่ ทล.315(ถนนศุขประยูร) ผ่าน อ.พนัสนิคม ถึง กม.14 เข้าสู่ ทล.349(ถนนจารุวร) จนสุดสายเลี้ยวซ้าย ทล.344(สายชลบุรี-แกลง) ผ่าน อ.บ้านบึ่ง มุ่งหน้า อ.แกลง จ.ระยอง ระยะทางประมาณ 244 กม.
“สำหรับเส้นทางภาคสู่ภาคใต้จะมีปัญหาช่วงเส้นทางพระราม 2 เนื่องจาก กม.ที่ 13 แถวแสมดำเนื่องจากมีการทำถนนและจะมีการจราจรแออัดเนื่องจากมีรถมาจากทางวงแหวนรอบนอกที่มาจากทางบางและทางบางนา เมื่อผ่านจากบริเวณดังกล่าวก็สามารถใช้ความเร็วได้ตามปกติ ซึ่งจะแบ่งเส้นทางออกเป็น 3 เส้นทาง ได้แก่ เส้นทางที่ 1 ใช้ ทล.35(ถนนพระราม 2) จนสุดสายที่ กม.ที่ 84 เบี่ยงซ้ายเข้า ทล.4(ถนนเพชรเกษม) ที่แยกวังมะนาว มุ่งหน้าเข้าสู่ จ.เพชรบุรี ระยะทางประมาณ 134 กม. เส้นทางที่ 2 ใช้ ทล.4(ถนนเพชรเกษม) ตลอดสายมุ่งหน้าเข้าสู่ จ.นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี ระยะทางประมาณ 168 กม. และเส้นทางที่ 3 ใช้ ทล.338(ถนนบรมราชชนนี) กม.31 เบี่ยงขวาขึ้นสะพานต่างระดับเข้าสู่ ทล.4(ถนนเพชรเกษม กม.40) มุ่งหน้าเข้าสู่ จ.นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี ระยะทางประมาณ 159 กม.” รอง ผบก.ทล.กล่าว

พ.ต.อ.เอกราชกล่าวอีกว่า ช่วงก่อนวันที่ 27 ธันวาคม มีมาตรการช่วงตักเตือนและกวดขันซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่ 1-15 ธันวาคมที่ผ่านมา คือ ช่วงตักเตือน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจจับความเร็วหรืออะไรก็ตาม แต่หลังจาก 15-26 ธันวาคม จะเป็นช่วงของการกวดขัน คือถ้าใครยังฝ่าฝืนเราก็ต้องบังคับใช้กฎหมายออกใบสั่ง โดยวันที่ 27-28 ธันวาคม ภารกิจของตำรวจทางหลวงจะแบ่งออกมาว่าช่วงนี้คือช่วงที่รถเริ่มออกจากกรุงเทพฯ กำลังพลของเราแค่มาอำนวยการพี่น้องประชาชนก็ไม่เพียงพอแล้ว ดังนั้นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายโดยเฉพาะรอบเขตกรุงเทพฯและจังหวัดใกล้เคียงที่รถมาก คงจะทำได้น้อย แต่ถ้าเป็นรอบนอกก็ยังมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดอยู่
“เน้นความสำคัญคือการตักเตือน ป้องกันไม่ให้พี่น้องประชาชนเกิดอุบัติเหตุ เช่นการจับความเร็ว ที่มีอยู่ 2 ลักษณะคือการปรากฏกายให้ตำรวจแต่งเครื่องแบบมาดักใช้เครื่องยิงความเร็วแถวเกาะกลางหรือแถวไหล่ทางแบบให้คนเห็นทันที ซึ่งถ้าเขาเห็น เขาก็จะชะลอความเร็วลงและลดการเกิดอุบัติเหตุได้ อีกรูปแบบคือการใช้กล้องอัตโนมัติตรวจจับ ซึ่งส่วนใหญ่ประชาชนจะรู้ดีอยู่แล้วว่าอยู่จุดไหนมีกล้อง และในอนาคตเราจะมีแผนบอกคนด้วยว่ากล้องอยู่ตรงไหนบ้าง เผื่อเมื่อถึงเวลาหากเขารู้ว่าจุดนั้นมีกล้องก็จะลดความเร็วลงไม่ให้เกิดอุบัติเหตุ ส่วนเรื่องการตั้งด่านตรวจวัดแอลกอฮอล์ก็มีตามแผน”
“ส่วนเรื่องอุบัติเหตุ ปีนี้กรมทางหลวงและกระทรวงคมนาคมก็จัดทำเส้นทางเฝ้าระวังโดยอาศัยสถิติการเกิดอุบัติเหตุออกมาได้ทั้งหมด 88 เส้นทาง โดยแบ่งประเภทจากปัจจัยการเกิดอุบัติเหตุ 5 ปัจจัยด้วยกัน คือ 1.เส้นทางที่เกิดบ่อย 2.เส้นทางลาดชัน 3.เส้นทางฝนตกถนนลื่น 4.เส้นทางที่เกิดอุบัติเหตุจากรถจักรยานยนต์ 5.เส้นทางที่เกิดจากการหลับใน ดังนั้นมาตรการในการป้องกันในแต่ละรูปแบบก็จะแตกต่างกันออกไป เช่น โครงการช่วยเปลี่ยนไฟท้ายรถจักรยานยนต์ ที่ส่วนใหญ่รถจักรยานยนต์ที่เกิดอุบัติเหตุเพราะเกิดจากการไม่มีไฟท้ายและถูกรถใหญ่ชนเข้าตอนกลางคืน” รอง ผบก.ทล.กล่าว
นอกจากนี้ ทางตำรวจทางหลวงยังมีมาตรการพิเศษเพิ่มขึ้นคือเรื่องของการเปิดช่องทางพิเศษที่ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติออกข้อกำหนดไว้ทั้งขาไปและขากลับในหลายเส้นทาง และได้มีการออกกฎข้อบังคับอย่างเคร่งครัด ห้ามให้รถบรรทุกวิ่งในเส้นทาง คือ 1.ถนนพหลโยธิน(ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1) ตั้งแต่ กม.ที่ 332 ต.กลางแดด อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ ถึง กม.ที่ 347 ต.นครสวรรค์ตก อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ ทั้งขาขึ้นและขาล่อง 2.ถนนสายนครสวรรค์ พิษณุโลก(ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 117) ตั้งแต่ กม.ที่ 0 ต.นครสวรรค์ตก อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ ถึง กม.ที่ 7 ต.บางม่วง อ.เมืองนครสวรรค์ จ.นครสวรรค์ ทั้งขาขึ้นและขาล่อง
3.ถนนมิตรภาพ(ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2)
ตั้งแต่ กม.ที่ 15+600 ต.ทับกวาง อ.แก่งคอย จ.สระบุรี ถึง กม.ที่ 19+362 ต.สูงเนิน อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ทั้งขาขึ้นและขาล่อง
4.ถนนกบินทร์บุรี-ปักธงชัย(ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 304) ตั้งแต่ กม.ที่ 165+400 ต.มืองเก่า อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ถึง กม.ที่ 195+600 ต.บุพราหมณ์ อ.นาดี จ.ปราจีนบุรี ทั้งขาขึ้นและขาล่อง แต่อย่างไรก็ตามรถบรรทุกบางประเภทก็สามารถวิ่งได้โดยขออนุญาตจากทางจังหวัดที่ต้องใช้ทางผ่านว่ามีเหตุจำเป็น


