กรมอุทยานแจงดรามาปลอกคอเสือโคร่ง ติดมาแล้วหลายตัว แค่ 1% ของ น้ำหนักตัว ยันไม่กระทบพฤติกรรม ชี้ไทยเบอร์ต้นของโลก เสือโคร่งเพิ่ม
กรณีที่ เว็บเพจ Thailand Tiger Project ของสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ได้เผยแพร่คลิป อาหารมื้อใหญ่ของครอบครัวเสือโคร่ง โดยในคลิป มีแม่เสืออยู่ที่ซากวัวแดง โดยภาพที่ทุกคนเห็นในคลิป คือ เครื่องหมายที่นักวิจัยใช้ติดตามเสือโคร่ง ซึ่งติดอยู่ที่คอนั้นมีขนาดค่อนข้างใหญ่ เมื่อเทียบกับขนาดลำคอของเสือโคร่ง จึงมีแฟนเพจ เข้าไปตั้งคำถามว่า ทำไมต้องติดปลอกคอใหญ่ขนาดนั้น ทำไมไม่ใช้วิธีฝังชิป เพราะการติดปลอกคอใหญ่ขนาดนี้อาจจะทำให้แม่เสือเกิดความไม่สะดวกในการใช้ชีวิตประจำวันได้

ทั้งนี้นักวิจัยในโครงการ ได้เข้ามาตอบข้อข้องใจของแฟนเพจว่า 1.ปลอกคอจะอยู่ที่คอเสือประมาณ หนึ่งปี เสือที่ใส่ปลอกคอเป็นเสือที่โตเต็มที่แล้วในระยะเวลาหนึ่งปี ร่างกายจึงไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก ถ้าเป็นเสือวัยรุ่นจะใส่ปลอกคอให้หลวมกว่าปกตินิดนึงแต่ไม่ถึงหลวมจนหลุดหรือเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิต ทั้งนี้ น้ำหนักของปลอกคอเมื่อเปรียบเทียบกับน้ำหนักตัวของเสือ เท่ากับ 1% เท่านั้น จึงไม่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของเสือ ส่วนการฝังชิฟ คุณสมบัติของชิพและปลอกคอแตกต่างกัน และจาการศึกษามาอย่างต่อเนื่องไม่พบปลอกคอเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินชีวิตของสัตว์ป่า ทั้งในไทยและนอกไทย ส่วนสารคดีนั้นเป็นการถ่ายทำในช่วงเวลาสั้นๆ ข้อมูลที่นำเสนอจึงแตกต่างจากการศึกษาวิจัย
อย่างไรก็ตาม แฟนเพจส่วนหนึ่ง ยังข้องใจกับการตอบคำถามของนักวิจัย และเรียกร้องให้ชี้แจงเรื่องนี้เพิ่มเติม
วันที่ 26 ธันวาคม นายปิ่นสักก์ สุรัสวดี รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ ที่ดูแลสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ให้สัมภาษณ์ว่า ทีมวิจัยเสือโคร่งของสำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า ประเทศไทยเป็นทีมที่ได้รับการยอมรับจากนักวิจัยเรื่องเสือระดับต้นๆของโลก โดยเฉพาะ นายศักดิ์สิทธิ์ ซิ้มเจริญ หัวหน้ากลุ่มงานงานวิชาการสัตว์ป่า และนางอัจฉรา ซิ้มเจริญ นักวิจัย และผู้เชี่ยวชาญเรื่องเสือโคร่ง รวมไปถึงหัวหน้าสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ ก็ล้วนแต่เป็นนักวิจัยเรื่องเสือโคร่งที่มีประสบการณ์มานานและได้รับการยอมรับจากทั่วโลก ซึ่งการทำงานของบุคคลเหล่านี้ ทำให้ประเทศไทยเป็นเพียง 1 ใน 3 ของประเทศในโลกนี้มีมีประชากรเสือโคร่งเพิ่มขึ้นมาได้

“ที่บอกอย่างนี้เพื่อจะยืนยันว่า ตัวปลอกคอ หรือคอล่า ที่ใช้ติดเสือโคร่งนั้น ถูกออกแบบการใช้งานมาแล้วกับเสือหลายสิบตัวแล้ว ไม่ส่งผลกับการดำรง ชีวิตของเสือตัวใดเลย โดยปลอกคอที่ติดกับแม่เสือวีรยานั้นเป็นปลอกคอที่รับกับสัญญาณดาวเทียม ซึ่งพัฒนาขึ้นมาอีกขั้นจากแต่เดิมนั้น เรามีเพียงสัญญาณวิทยุติดตามตัวเท่านั้น แต่การติดตามพฤติกรรม การดำรงชีวิตของเสือโคร่ง เพื่อเก็บข้อมูลต่างๆนั้นใช้สัญญาณวิทยุอย่างเดียวไม่พอแล้ว ถามว่า ปลอกคออันนี้จะกระทบต่อการใช้ชีวิตของเสือหรือเปล่า จากการเก็บข้อมูลที่ผ่านมา ยืนยันว่า ไม่มีผลกระทบใดๆเลย ไม่ว่าจะเป็นการเดิน ยืน นอน ล่าเหยื่อ หรือการผสมพันธุ์”นายปิ่นสักก์ กล่าว


รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ กล่าวว่า พื้นที่ที่นักวิจัยใช้ปลอกคอดังกล่าวกับเสือและติดตามพฤติกรรมนั้นมี 2 พื้นที่คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง กับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเนศวรฝั่งตะวันตก เป็นพื้นที่ที่ถูกบันทึกเอาไว้ในโลกว่า คือ 1 ใน 3 ในโลกที่มีประชากรเสือโคร่งเพิ่มขึ้นโดยจากเดิม มีอยู่ 80 ตัว เพิ่มเป็น 120 ตัว ภายในเวลาไม่กี่ปี ทำให้เวลานี้ประเทศไทยมีปริมาณเสือโคร่งในภาพรวมทั้งประเทศเพิ่มขึ้นมาจากเดิม ถึง 50% หรือมีอยู่ประมาณ 220 ตัวทั่วประเทศ โดย 3 ประเทศที่มีเสือโครงเพิ่มขึ้นในโลกเวลานี้มีเพียงประเทศไทย เนปาล และอินเดีย เท่านั้น
“ในขณะที่ประเทศอื่นกำลังมีปัญหาเรื่องเสือในธรรมชาติสูญหายไปแล้ว พวกเขาจะต้องเพิ่มปริมาณเสือในป่าธรรมชาติให้ได้ แต่ของประเทศไทยเรา ก้าวข้ามตรงนั้นมาแล้ว งานเกี่ยวกับเสือขั้นต่อไปที่เรากำลังทำอยู่คือ การเพิ่มประชากรเสือข้ามเขตป่า ซึ่งค่อยๆก้าวไปทีละขั้นและถือว่าค่อนข้างน่าพอใจอย่างยิ่ง

