กรณีเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม ศาลจังหวัดมีนบุรี ถ.สีหบุรานุกิจ ได้อ่านคำพิพากษาคดีทุจริตเงินสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ตั้งแต่เวลา 8.00 น – 01.30 น. ของวันที่ 26 ธันวาคม ที่อัยการศาลจังหวัดมีนบุรี เป็นโจทก์ ฟ้องนายถวิล พึ่งมา อดีตอธิการบดีสจล นายทรงกลด ศรีประสงค์ อดีตผจก.ธนาคารไทยพานิชย์ฯ สาขาบิ๊กซีสุวินทวงศ์ น.ส.อำพร น้อยสัมฤทธิ์ อดีต ผอ.ส่วนการคลัง สจล. กับพวกรวม14 คน เป็นจำเลยในความผิดฐานร่วมกันเบียดบังยักยอทรัพย์ ลักทรัพย์ ฟอกเงินฯโดยศาลได้พิพากษาให้จำคุกจำเลย 8 คน ตั้งแต่ 4 ปี 6เดือน – 203 ปี พร้อมกับให้ใช้เงินคืน 636 ล้านบาทเศษ และให้ยกฟ้องนายถวิลกับพวกอีก2คน ซึ่งคำพิพากษา มีความยาว 573 หน้า โดยใช้เวลาอ่านนานถึง 15 ชั่วโมง เกี่ยวกับเรื่องนี้
เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม นายสุริยัณห์ หงส์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า เหตุที่ศาลต้องอ่านคำพิพากษายาวนานเพราะ จำเลยมีถึง 14 คน แต่ละคนมีรายละเอียดข้อเท็จจริงแตกต่างกัน แม้จะเป็นการกระทำความผิดที่เกี่ยวข้องกันก็ตาม ทั้งมีประเด็นที่ต้องวินิจฉัยหลายประเด็น และคดีมีพยานเอกสารและพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ซึ่งศาลต้องใช้พิจารณาประกอบในการวินิจฉัยแต่ละประเด็นของจำเลยแต่ละราย โดยในการเขียนคำพิพากษาศาลต้องวินิจฉัยอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายอย่างแท้จริง
“กรณีนี้ถือว่าศาลชั้นต้นท่านทำหน้าที่ของท่านอย่างเต็มที่และดีที่สุดแล้ว ต่อไปหากมีการยื่นอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ท่านก็ต้องทำหน้าที่ของท่านอย่างเต็มที่ด้วยความเป็นอิสระโดยพิจารณาสำนวนอย่างละเอียดอีกครั้งเช่นกัน ก่อนที่จะมีคำพิพากษาออกมา คำพิพากษาจะสั้นหรือยาวก็ขึ้นอยู่กับประเด็นแห่งคดี จำนวนผู้เกี่ยวข้องในการกระทำความผิดและพยานหลักฐานต่าง ๆ ในฐานะคนกลางที่ไม่รู้ข้อเท็จจริงมาก่อน ” นายสุริยัณห์กล่าว
สำหรับคดีอาญา ผู้พิพากษาทุกท่านจะรับฟังพยานหลักฐานทั้ง 2 ฝ่าย จนกว่าท่านจะเชื่อโดยปราศจากข้อสงสัยเสียก่อนว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิดจึงจะพิพากษาลงโทษ และในการเขียนคำพิพากษาทุกขั้นตอนของการเขียนและการตรวจสอบจะทำด้วยความละเอียดรอบคอบที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้คำพิพากษายังไว้ซึ่งความเป็นธรรมให้แก่สังคมอย่างแท้จริง

