หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)พิจารณาผ่านร่างพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ โดยให้กัญชาสามารถนำมาใช้ทางการแพทย์ได้ แต่ปัญหาคือ สิทธิบัตรกัญชาที่ต่างชาติขอยื่นจดนั้น ก็ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากภาคประชาสังคมมองว่าคำขอสิทธิบัตรดังกล่าวขัดกฎหมายสิทธิบัตร แต่กรมทรัพย์สินทางปัญญากลับยังไม่ดำเนินการใดๆนั้น
อ่านเพิ่มเติม
ปธ.บอร์ด อภ.ระดมนักกฎหมายหารือเร่งด่วนปม ‘สิทธิบัตรกัญชา’ มีปัญหาแต่ไม่ยกเลิก
ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊ก
Arthit Ourairat ระบุว่า รัฐบาลไม่จริงใจกับประชาชน สหกรณ์การเกษตร สภาเกษตรกร สภาการแพทย์แผนไทย โดนหลอกหมด กฎหมายล่อเอาไว้ให้ตายใจว่า
“คงจะมีแต่กลุ่มทุนขนาดใหญ่เ
ถ้าได้เป็นรัฐบาล จะดำเนินการเกี่ยวกับ กัญชา ดังนี้: 1. ยกเลิกคำขอจดสิทธิบัตรกัญชาที่เกี่ยวข้องกับสารสกัดกัญชาทั้งหมด 2. ถอดกัญชาออกจากบัญชียาเสพย์ติดให้โทษทุกประเภทและให้เป็นพืชสมุนไพรควบคุมทางการแพทย์ 3. ให้ผู้ป่วยที่ได้รับใบรับรองจากแพทย์ แพทย์แผนไทย และแพทย์แผนไทยประยุกต์สามารถเพาะปลูกกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้ตามจำนวนที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย
4.ให้แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์สามารถขึ้นทะเบียนขอเพาะปลูก ผลิต ปรุงยา ที่เข้ากัญชาตามภูมิปัญญาทางการแพทย์แผนไทยได้ 5.ให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกตามคำสั่งซื้อหรือสัญญาการเพาะปลูกของสัญญาสถานประกอบการทางการแพทย์ แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ เภสัชกรรม ทั้งรัฐและเอกชนที่ขึ้นทะเบียนเพื่อใช้ในทางการแพทย์อย่างถูกต้อง รวมถึงให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกส่งไปต่างประเทศได้ และ6. ยกเลิกบทเฉพาะกาล 5 ปีที่ให้รัฐผูกขาดหรือบังคับให้เอกชนต้องต้องร่วมกับรัฐในการเพาะปลูกหรือผลิตเพื่อจำหน่ายกัญชาในทางการแพทย์ เพื่อทำให้เกิดการแข่งขันทั้งคุณภาพและราคา
โดยไม่หลอกลวงและหมกเม็ด โดยมีนัยแอบแฝงเพื่อผลประโยชน์ต่อบางกลุ่ม แต่ไม่ใช่เพื่อประชาชนทางการแพทย์ทั่วไป
“คนส่วนใหญ่ยังอ่านกฎหมายไม่ขาด กระท่อมปลดล็อกบางพื้นที่ได้ แต่กัญชายังติดสิทธิบัตรอยู่”
คำขอสิทธิบัตรที่ไม่ยกเลิกจำนวน 10 สิทธิบัตรนั้นครอบคลุมการรักษาโรคกว้างขวาง ทั้งรักษาโรคมะเร็ง โรคจิตประสาท ลมชัก และการใช้สำหรับระงับปวด เป็นต้น โดยบริษัทที่ยื่นขอจดสิทธิบัตรมากที่สุดคือ บริษัทโอซึกะ/จีดับเบิลยู ฟาร์มา จำนวน 7 สิทธิบัตร บริษัทยูโรเซลติเกอ 2 สิทธิบัตร และบริษัทโซลเวย์ ฟาร์มาซูติคอล 1 สิทธิบัตร
โดยสถานะของคำขอสิทธิบัตรนั้น อยู่ในชั้น แก้ไขคำขอ 1 คำขอ ประกาศโฆษณาแล้ว 5 คำขอ ยื่นให้มีการตรวจสอบการประดิษฐ์ 2 คำขอ และระบุว่า “ระหว่างจัดทำเอกสารตอบรับและจัดส่งเอกสาร” จำนวน 2 คำขอ
จากการวิเคราะห์ของไบโอไทยและเครือข่ายนักวิชาการด้านเภสัชศาสตร์พบว่าทั้ง 10 คำขอสิทธิบัตรนั้น เป็นคำขอสิทธิบัตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น ขัดมาตรา 5 และมาตรา 9 ตามรายละเอียดในแผนภาพ
หากรัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ ไม่กำกับดูแลและสั่งการให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาดำเนินการเกี่ยวกับคำขอสิทธิบัตรที่ไม่ชอบดังกล่าวแล้ว ในที่สุดแล้วจะเกิดความเสียหายต่อประเทศใน 3 เรื่องใหญ่ ดังนี้
1.การปล่อยให้สถานะของคำขอสิทธิบัตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายคาราคาซังอยู่เช่นนี้่ จะเป็นการปิดกั้นการวิจัยและพัฒนาขององค์การเภสัชกรรม มหาวิทยาลัยและหน่วยงานของรัฐ เอกชน หรือ วิสาหกิจขนาดเล็กในประเทศไทย เพราะตามมาตรา 35 ใน พ.ร.บ.สิทธิบัตรได้ให้การคุ้มครองชั่วคราวแก่ผู้ยื่นคำขอสิทธิบัตร (โดยสามารถยื่นหนังสือคัดค้านว่าการวิจัยดังกล่าวนั้นตนได้ยื่นขอสิทธิบัตรไว้แล้ว) โดยมีผลนับตั้งแต่วันที่ยื่นขอสิทธิบัตร อีกทั้งสามารถเรียกค่าเสียหายได้หากคำขอสิทธิบัตรนั้นได้รับการจดทะเบียน
2.หากสิทธิบัตรของต่างชาติดังกล่าวได้รับการจดทะเบียน บริษัทยาของต่างชาติจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการพัฒนายาจากกัญชา ทั้งจากการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือจำหน่ายยาจากกัญชาในประเทศไทย แทนที่จะเป็นประชาชนในประเทศซึ่งได้เคยพัฒนาและใช้ประโยชน์จากกัญชาเป็นยารักษาโรคมาอย่างยาวนาน
3.ประชาชนและผู้ป่วยจากโรคพาร์กินสัน ลมชัก มะเร็ง เนื้องอก โรคเกี่ยวกับจิตประสาท อาการปวดจากโรคต่างๆ และอื่นๆ จะต้องซื้อยาในราคาแพง ซึ่งเป็นผลมาจากการผูกขาดตลาดและอุปสรรคในการวิจัยซึ่งเกิดจากการเพิกเฉยของกรมทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าว

