‘ดร.อาทิตย์’ ลั่นรบ.ไม่จริงใจ ชวน 27 ธ.ค. ปกป้องสิทธิของไทย กัญชาต้องไม่เสียให้ต่างชาติ

26.12.18 | 15:50 น.

 หลังจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)พิจารณาผ่านร่างพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ โดยให้กัญชาสามารถนำมาใช้ทางการแพทย์ได้ แต่ปัญหาคือ สิทธิบัตรกัญชาที่ต่างชาติขอยื่นจดนั้น ก็ยังไม่ชัดเจน เนื่องจากภาคประชาสังคมมองว่าคำขอสิทธิบัตรดังกล่าวขัดกฎหมายสิทธิบัตร แต่กรมทรัพย์สินทางปัญญากลับยังไม่ดำเนินการใดๆนั้น 

อ่านเพิ่มเติม

ปธ.บอร์ด อภ.ระดมนักกฎหมายหารือเร่งด่วนปม ‘สิทธิบัตรกัญชา’ มีปัญหาแต่ไม่ยกเลิก

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม  ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต โพสต์เฟซบุ๊ก

Arthit Ourairat  ระบุว่า รัฐบาลไม่จริงใจกับประชาชน  สหกรณ์การเกษตร สภาเกษตรกร สภาการแพทย์แผนไทย โดนหลอกหมด   กฎหมายล่อเอาไว้ให้ตายใจว่าสหกรณ์การเกษตรกรหรือเอกชนจะปลูกได้เมื่อร่วมกับภาครัฐ  แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ หมอพื้นบ้านให้เพาะปลูกเพื่อใช้รักษาคนไข้เฉพาะรายได้  แต่เอาเข้าจริงระเบียบออกมาเป็นระบบปิด แสงแดดธรรมชาติที่ต้นทุนต่ำสุดก็ใช้ไม่ได้ หมอพื้นบ้านที่ไหนจะทำได้

Advertisement

“คงจะมีแต่กลุ่มทุนขนาดใหญ่เท่านั้นที่จะยื่นคำขอเพาะปลูก ผลิต ร่วมกับภาครัฐ โดยอนุมัติจากคณะกรรมการชุดใหญ่ซึ่งเป็นอธิบดีหลายคน ซึ่งเป็นข้าราชการที่ต้องป้องกันตัวเองโดยอนุมัติด้วยมาตรฐานสูงสุด หรือไม่ก็รอคำสั่งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกำหนดเท่านั้นว่าจะให้ใครได้ไป  แต่ทั้งหมดก็จะเสร็จต่างชาติที่เตรียมสิทธิบัตรล่วงหน้า แม้แต่องค์การเภสัชกรรมจะผลิตได้หรือเปล่ายังไม่แน่ หากมีการอนุมัติสิทธิบัตรกัญชาหลัง พรบ.ยาเสพติดให้โทษมีผลบังคับใช้”

โดยดร.อาทิตย์ ยังโพสต์ภาพกำหนดการ “เรามีนัดกัญ” วันที่ 27 ธันวาคม เวลา 14.00 น. ที่คณะนิติศาสตร์ ม.รังสิต ร่วมกันสนับสนุนนายอาทิตย์ อุไรรัตน์ ในการถอนสิทธิบัตรต่างชาติ กัญชาไทย ออกมาปกป้องสิทธิของชาติ อย่าให้เสียไป 
ดร.อาทิตย์ ยังโพสต์อีกว่า “รัฐบาลและสนช.ทรยศประชาชนเรื่องกัญชาขอให้ประชาชนคว่ำบาตรพปชร.”

 

ถ้าได้เป็นรัฐบาล จะดำเนินการเกี่ยวกับ กัญชา ดังนี้: 1. ยกเลิกคำขอจดสิทธิบัตรกัญชาที่เกี่ยวข้องกับสารสกัดกัญชาทั้งหมด 2. ถอดกัญชาออกจากบัญชียาเสพย์ติดให้โทษทุกประเภทและให้เป็นพืชสมุนไพรควบคุมทางการแพทย์ 3. ให้ผู้ป่วยที่ได้รับใบรับรองจากแพทย์ แพทย์แผนไทย และแพทย์แผนไทยประยุกต์สามารถเพาะปลูกกัญชาเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ได้ตามจำนวนที่เหมาะสมสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย

4.ให้แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์สามารถขึ้นทะเบียนขอเพาะปลูก ผลิต ปรุงยา ที่เข้ากัญชาตามภูมิปัญญาทางการแพทย์แผนไทยได้ 5.ให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกตามคำสั่งซื้อหรือสัญญาการเพาะปลูกของสัญญาสถานประกอบการทางการแพทย์ แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ เภสัชกรรม ทั้งรัฐและเอกชนที่ขึ้นทะเบียนเพื่อใช้ในทางการแพทย์อย่างถูกต้อง รวมถึงให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกส่งไปต่างประเทศได้  และ6. ยกเลิกบทเฉพาะกาล 5 ปีที่ให้รัฐผูกขาดหรือบังคับให้เอกชนต้องต้องร่วมกับรัฐในการเพาะปลูกหรือผลิตเพื่อจำหน่ายกัญชาในทางการแพทย์ เพื่อทำให้เกิดการแข่งขันทั้งคุณภาพและราคา

โดยไม่หลอกลวงและหมกเม็ด โดยมีนัยแอบแฝงเพื่อผลประโยชน์ต่อบางกลุ่ม แต่ไม่ใช่เพื่อประชาชนทางการแพทย์ทั่วไป

“คนส่วนใหญ่ยังอ่านกฎหมายไม่ขาด กระท่อมปลดล็อกบางพื้นที่ได้ แต่กัญชายังติดสิทธิบัตรอยู่”

 

ด้าน แฟนเพจ มูลนิธิชีววิถี หรือ BIOTHAI โพสต์ข้อความ ถึงการพิจารณาให้ความเห็นชอบ พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ ฉบับแก้ไข เพื่อให้มีการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติเมื่อวันที่ 25 ธันวาคมทีผ่านมาว่า แทนที่จะเป็น “ของขวัญปีใหม่แก่ประชาชน” แต่กลับกลายเป็น “ของขวัญวันคริสต์มาสแก่บริษัทยาข้ามชาติ” เสียมากกว่า เนื่องจากคำขอสิทธิบัตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายจำนวน 10 สิทธิบัตรยังไม่ถูกยกเลิกแต่ประการใด (โดยในจำนวนนั้นมี 3 สิทธิบัตรที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์แถลงเมื่อกลางเดือนพฤศจิกายนว่าได้ปฏิเสธรับจดสิทธิบัตรแล้ว)

คำขอสิทธิบัตรที่ไม่ยกเลิกจำนวน 10 สิทธิบัตรนั้นครอบคลุมการรักษาโรคกว้างขวาง ทั้งรักษาโรคมะเร็ง โรคจิตประสาท ลมชัก และการใช้สำหรับระงับปวด เป็นต้น โดยบริษัทที่ยื่นขอจดสิทธิบัตรมากที่สุดคือ บริษัทโอซึกะ/จีดับเบิลยู ฟาร์มา จำนวน 7 สิทธิบัตร บริษัทยูโรเซลติเกอ 2 สิทธิบัตร และบริษัทโซลเวย์ ฟาร์มาซูติคอล 1 สิทธิบัตร

โดยสถานะของคำขอสิทธิบัตรนั้น อยู่ในชั้น แก้ไขคำขอ 1 คำขอ ประกาศโฆษณาแล้ว 5 คำขอ ยื่นให้มีการตรวจสอบการประดิษฐ์ 2 คำขอ และระบุว่า “ระหว่างจัดทำเอกสารตอบรับและจัดส่งเอกสาร” จำนวน 2 คำขอ

จากการวิเคราะห์ของไบโอไทยและเครือข่ายนักวิชาการด้านเภสัชศาสตร์พบว่าทั้ง 10 คำขอสิทธิบัตรนั้น เป็นคำขอสิทธิบัตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น ขัดมาตรา 5 และมาตรา 9 ตามรายละเอียดในแผนภาพ

หากรัฐบาล และกระทรวงพาณิชย์ ไม่กำกับดูแลและสั่งการให้กรมทรัพย์สินทางปัญญาดำเนินการเกี่ยวกับคำขอสิทธิบัตรที่ไม่ชอบดังกล่าวแล้ว ในที่สุดแล้วจะเกิดความเสียหายต่อประเทศใน 3 เรื่องใหญ่ ดังนี้

1.การปล่อยให้สถานะของคำขอสิทธิบัตรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายคาราคาซังอยู่เช่นนี้่ จะเป็นการปิดกั้นการวิจัยและพัฒนาขององค์การเภสัชกรรม มหาวิทยาลัยและหน่วยงานของรัฐ เอกชน หรือ วิสาหกิจขนาดเล็กในประเทศไทย เพราะตามมาตรา 35 ใน พ.ร.บ.สิทธิบัตรได้ให้การคุ้มครองชั่วคราวแก่ผู้ยื่นคำขอสิทธิบัตร (โดยสามารถยื่นหนังสือคัดค้านว่าการวิจัยดังกล่าวนั้นตนได้ยื่นขอสิทธิบัตรไว้แล้ว) โดยมีผลนับตั้งแต่วันที่ยื่นขอสิทธิบัตร อีกทั้งสามารถเรียกค่าเสียหายได้หากคำขอสิทธิบัตรนั้นได้รับการจดทะเบียน

2.หากสิทธิบัตรของต่างชาติดังกล่าวได้รับการจดทะเบียน บริษัทยาของต่างชาติจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการพัฒนายาจากกัญชา ทั้งจากการผลิต นำเข้า ส่งออก หรือจำหน่ายยาจากกัญชาในประเทศไทย แทนที่จะเป็นประชาชนในประเทศซึ่งได้เคยพัฒนาและใช้ประโยชน์จากกัญชาเป็นยารักษาโรคมาอย่างยาวนาน

3.ประชาชนและผู้ป่วยจากโรคพาร์กินสัน ลมชัก มะเร็ง เนื้องอก โรคเกี่ยวกับจิตประสาท อาการปวดจากโรคต่างๆ และอื่นๆ จะต้องซื้อยาในราคาแพง ซึ่งเป็นผลมาจากการผูกขาดตลาดและอุปสรรคในการวิจัยซึ่งเกิดจากการเพิกเฉยของกรมทรัพย์สินทางปัญญาดังกล่าว