โชว์ผลงานปราบยาเสพติด 3 เดือน ผู้ต้องหาเฉียด 8 หมื่น ยาบ้า-ไอซ์-เฮโรอีนอื้อ ยึดทรัพย์154 ล้าน

27.12.18 | 15:25 น.

เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 27 ธันวาคม ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) พล.อ.ชัยชาญ ช้างมงคล รัฐมนตรีช่วย (รมช.) ว่าการกระทรวงกลาโหม ประธานคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติด พร้อมด้วย นายนิยม เติมศรีสุข เลขาธิการ ป.ป.ส. ,พล.ต.ธงชัย รอดย้อย ผอ.สำนักปฏิบัติการ กรมยุทธการทหารบก ,พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ นายแพทย์ภาสกร ชัยวานิชศิริ รองอธิบดีกรมการแพทย์ ร่วมแถลงผลดำเนินการแก้ไขปัญหายาเสพติดเร่งด่วนภายในระยะเวลา 3 เดือน ตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งมีมาตรการครอบคลุมทุกมิติทั้งนโยบายสกัดกั้น จนถึงการบำบัดรักษา โดยมีเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมรับฟังกว่า 200 นาย


พล.อ.ชัยชาญ กล่าวว่า ตามที่รัฐบาลได้สั่งการให้สำนักงาน ป.ป.ส. จัดตั้งคณะอนุกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติด ตามนโยบายเร่งด่วน 3 เดือน เพื่อเป็นกลไกเสริมการปฏิบัติงานทุกภาคส่วน โดยกำหนดเป้าหมายดำเนินการตามสถานที่ ได้แก่ พื้นที่ชายแดน 132 อำเภอ ใน 31 จังหวัด ,พื้นที่แพร่ระบาดใน 64 จังหวัด รวมถึงพื้นที่เฉพาะ คือ โรงงานอุตสาหกรรม ,สถานบริการ ,สถาบันการศึกษา และเรือนจำทั่วประเทศ

สำหรับผลการดำเนินการในแต่ละด้าน ประกอบด้วย 1.การป้องกันยาเสพติดด้วยการลดความต้องการในกลุ่มเยาวชน โดยจัดรณรงค์เสริมสร้างภูมิคุ้มกันแก่คนรุ่นใหม่ แบ่งเป็นนักเรียนในสถานศึกษาจำนวนทั้งหมด 2,828,179 คน และประชาชนทั่วไปอีก 2,049,050 คน

2.จัดกระบวนการบำบัดรักษา เพื่อไม่ให้ผู้เลิกยากลับมาเสพซ้ำ และใช้ชีวิตได้ตามสังคมปกติ โดยได้นำผู้เข้ารับการบำบัดเข้าสู่ระบบ 25,449 ราย

Advertisement

พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กล่าวถึงการปราบปรามและการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อไม่ให้ยาเสพติดกระจายลงไปสู่พื้นที่แหล่งชุมชนได้ ซึ่งตลอดการดำเนินงานที่ผ่านมา สามารถจับกุมผู้กระทำผิดเกี่ยวกับคดียาเสพติดได้ 76,545 คน โดยมีของกลางเป็นยาบ้า 179,500,858 เม็ด ไอซ์ 3,463 กิโลกรัม กัญชา 2,194 กิโลกรัม เฮโรอีน 296 กิโลกรัม คีตามีน 213 กิโลกรัม และโคเคนอีก 6 กิโลกรัม รวมถึงได้ทำการจับกุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องการกระทำผิดอีก 917 คน ยึดอายัดทรัพย์สินรวมมูลค่ากว่า 154 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังได้บูรณาการกำลังกับหน่วยความมั่นคงในการสกัดกั้นผู้ลักลอบนำยาเสพติดเข้ามาตามบริเวณแนวชายแดนอย่างเข้มงวด โดยได้เพิ่มกำลังลาดตระเวน และจัดชุดดำรงธรรมเข้าสู่หมู่บ้านชุมชนตามแนวชายแดน ซึ่งทิศทางการดำเนินการในปี 2562 ที่จะถึงนี้ ยังคงจะมุ่งตัดโอกาสการลำเลียงยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้าน และพัฒนาเทคโนโลยีสนับสนุนการทำงานแก้ไขและป้องกันยาเสพติดในทุกมิติ

นายนิยม กล่าวว่า แม้การดำเนินการที่ผ่านมาจะสามารถควบคุมการขยายวงแพร่ระบาดของปัญหายาเสพติดได้ในระดับหนึ่ง แต่ปัจจัยสำคัญคือการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหายาเสพติดของประชาชน โดยเริ่มจากตนเอง ครอบครัวและชุมชน ช่วยกันโน้มน้าวชักชวนให้ผู้เสพยา ไปเข้ารับการรักษา และติดตามดูแลไม่ให้หันกลับไปเสพซ้ำ รวมถึงช่วยกันให้ข้อมูลเบาะแสผู้มีลักษณะเข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด โดยสามารถติดต่อเข้ามายังสายด่วน สำนักงาน ป.ป.ส. 1386 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

นายนิยม กล่าวถึงกรณีสถานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นชอบให้กัญชาผ่านร่างกฎหมายนำไปใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้นั้น ทางสำนักงาน ป.ป.ส. จะต้องมีการพิจารณาพื้นที่การปลูก ว่าจะอนุญาตให้ปลูกได้ในพื้นที่ใดบ้าง ซึ่งต้องให้คณะกรรมการพิจารณาถึงความเหมาะสมของพื้นที่อีกครั้งก่อน และกัญชายังคงเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 5 ตามกฎหมายอยู่ แต่กรณีนี้ทาง สนช.อนุญาตให้ผ่อนปรนนำมาใช้ได้เฉพาะทางแพทย์เท่านั้น