ศาลประทับฟ้องคดีสหกรณ์คลองจั่นฯ ฉ้อโกง 410 คน มูลค่า 1 พันล้าน นัดมี.ค.2562

27.12.18 | 16:59 น.

เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม ที่ห้องพิจารณา 909 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำสั่งชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีหมายเลขดำ อ.1260/2561 ที่ น.ส.นวลฉวี เกตุวัฒนเวสน์ กับพวกรวม 410 คน เป็นโจทก์ฟ้อง สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด และนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น จำกัด เป็นจำเลยที่ 1-2 ในข้อหาฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343


คำฟ้องโจทก์ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อระหว่างปี 2552 – 2556 จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ในฐานะประธานคณะกรรมการ จำเลยที่ 2 โฆษณาเผยแพร่ให้ประชาชนทั่วไปทราบว่ากิจการของจำเลยที่ 1 เป็นธนาคาร มีสถานะทางการเงินมั่นคง ความจริงแล้วจำเลยที่ 1 เป็นเพียงสถาบันการเงินเพื่อชุมชนเท่านั้น ไม่มีสถานะเป็นธนาคาร การที่จำเลยที่ 1 โฆษณาเผยแพร่ว่าตนเองมีสถานะเป็นธนาคาร มีสถานะทางการเงินที่มั่นคงและน่าเชื่อถือ สามารถจ่ายดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์พิเศษในอัตราที่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์อื่นพึงจ่ายได้ เป็นเหตุให้โจทก์และประชาชนหลงเชื่อ ทำให้จำเลยทั้งสองได้ไปซึ่งเงินหรือทรัพย์สินของโจทก์จำนวนทั้งสิ้น 1,115,567,027.51 บาท

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานชั้นไต่สวนมูลฟ้องของโจทก์แล้ว โจทก์มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน ผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทั้ง 410 คน และ น.ส.นวลฉวี โจทก์ที่ 1 เป็นพยานเบิกความ จำเลยที่ 1 มีฐานะเป็นนิติบุคคลประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์ ช่วงวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ดำรงตำแหน่งเป็นประธาน ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทน โจทก์ทั้ง 410 คน เป็นผู้ได้รับความเสียหายจากการที่จำเลยที่ 1 ร่วมกันโฆษณาชวนเชื่อให้ประชาชนเข้าใจและหลงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นสถาบันการเงินมีสถานะเป็นธนาคาร มีฐานะการเงินมั่นคงน่าเชื่อถือ มีผลกำไรค่อนข้างสูง เชิญชวนให้ประชาชนเข้าร่วมลงทุนจะได้ผลกำไรตอบแทนอย่างดี มีการโฆษณาชวนเชื่อหลายรูปแบบ ต่อมาโจทก์และประชาชนจำนวนมากหลงเชื่อนำเงินเข้าฝากและร่วมลงทุน

การโฆษณาชวนเชื่อดังกล่าวเป็นการปกปิดข้อเท็จจริง เนื่องจากจำเลยที่ 1 มิได้มีสถานะเป็นธนาคาร และไม่ได้มีผลประกอบการที่มีกำไรแต่อย่างใด โจทก์รวมทั้งประชาชนที่นำเงินเข้าฝากหรือร่วมลงทุนไม่ได้รับค่าตอบแทนตามที่มีการโฆษณาชวนเชื่อไว้ มีผู้เสียหายจำนวนมากเดินทางไปร้องทุกข์ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อดำเนินคดีแก่จำเลยทั้งสองกับพวกที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ต่อมาพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 กับพวก แต่มิได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นจำเลยด้วย โจทก์ทั้ง 410 คน จึงมอบอำนาจให้นายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1-2

Advertisement

ศาลเห็นว่า นิติบุคคลสามารถดำเนินกิจการใดๆ หรือทำนิติกรรมได้ก็โดยผู้จัดการหรือผู้แทนของนิติบุคคลนั้นๆ เป็นผู้กระทำแทน นิติบุคคลอาจเป็นผู้กระทำความผิดทางอาญาได้ก็โดยการกระทำของผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคลนั้น และผู้จัดการหรือผู้แทนนิติบุคคลนั้นย่อมเป็นตัวการร่วมด้วย มูลความผิดคดีนี้พนักงานอัยการยื่นฟ้องจำเลยที่ 2 กับพวกเอาไว้แล้วตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.3339/2559 เพียงแต่คดีดังกล่าวมิได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 ในฐานะนิติบุคคลเป็นจำเลยด้วย เมื่อพยานหลักฐานตามทางไต่สวนของโจทก์ในชั้นนี้ฟังได้ว่า โจทก์ทั้ง 410 คน รวมทั้งผู้เสียหายรายอื่นนำเงินเข้าฝากเอาไว้กับจำเลยที่ 1 โดยมีพนักงานของจำเลยที่ 1 เป็นผู้รับฝาก เพราะมีการโฆษณาชวนเชื่อ พยานหลักฐานในชั้นนี้มีน้ำหนักเพียงพอและฟังได้ว่าคดีโจทก์มีมูล ให้ประทับฟ้องไว้พิจารณา

ทั้งนี้ ศาลได้นัดตรวจพยานหลักฐานคดีนี้ต่อไปในวันที่ 11 มี.ค. 2562 เวลา 9.00 น.