นายพรหมมินทร์ กัณธิยะ ผู้อำนวยการสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ (สคอ.)เปิดเผยว่า ช่วงเทศกาลปีใหม่ปี ตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคม 2561 – 2 มกราคม 2562 เป็นช่วงที่ทุกคนเดินกลับภูมิลำเนาและท่องเที่ยว มีการดื่มเฉลิมฉลองความสุข สนุกสนานจนบางครั้งขาดสติ นำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุบาดเจ็บและเสียชีวิต ซึ่งหลายปีที่ผ่านมาเทศกาลปีใหม่ ปัญหาที่พบมากสุดก็คือ ดื่มแล้วขับ- ขับเร็ว – ง่วงแล้วขับ จึงต้องเพิ่มความตระหนักและให้ความสำคัญ ควรฉลองอยู่กับบ้าน ไม่ควรดื่มแล้วมาขับรถออกสู่ท้องถนน เพราะเมื่อดื่มแล้วขับ จะให้ความสามารถในการขับขี่ การตัดสินใจและสติจะลดลงอย่างมาก เมื่อเกิดเหตุจะไม่สามารถควบคุมหรือหยุดรถได้ทันท่วงที เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุได้สูง
นายพรหมมินทร์ กล่าวต่อว่า การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ส่งผลต่อการตัดสินใจขณะขับรถ เฉพาะเวลาตัดสินใจคนปกติอยู่ที่ 2-2.5 วินาที สำหรับตัดสินใจเมื่อเห็นคนข้ามถนนไปจนถึงเท้าแตะเบรก แต่คนที่ดื่มจนมีแอลกอฮอล์ 50-100 mg% จะตัดสินใจช้าลงไป 1 วินาที เท่ากับเพิ่ม “ระยะเบรก” ขณะความเร็วรถ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพิ่มขึ้นมาถึง 27.7 เมตร มีโอกาสเกิดอุบัติเหตุเพิ่มขึ้นถึง 8 เท่า เพราะการตัดสินใจที่ช้าลง สายตาพร่ามัว ทัศนวิสัยในการมองเห็น โดยเฉพาะในช่วงกลางคืนลดลง และพฤติกรรมในการป้องกันตัวเอง เช่น คาดเข็มขัดนิรภัย สวมหมวกกันน็อก ก็ลดลงและการดื่มสังสรรค์หรือฉลองในคืนก่อนการเดินทาง จะส่งผลต่อการง่วงขับหลับในได้เพิ่มขึ้นด้วย ทั้งนี้ ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน (ศปถ.) ได้รายงานสถิติอุบัติเหตุทางถนน เฉพาะปีใหม่ 2561 คือ เสียชีวิต 423 ราย บาดเจ็บ 4,005 ราย เกิดอุบัติเหตุ 3,841 ครั้ง และนับ 3 ปีย้อนหลังเฉพาะช่วง 7 วันปีใหม่ (2559-2561) มีจำนวนผู้เสียชีวิต รวมกัน 1,281 คน บาดเจ็บ 11,578 คน เกิดเหตุ 11,119 ครั้ง มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นสาเหตุจากขับเร็วและดื่ม โดยแยกเป็นปี 2559 เสียชีวิต 380 ราย เกิดเหตุ 3,379 ครั้ง บาดเจ็บ 3,505 คน ปี 2560 เสียชีวิต 478 ราย เกิดเหตุ 3,899 ครั้ง บาดเจ็บ 4,068 คน และปี 2561 เสียชีวิต 423 ราย เกิดเหตุ 3,841 ครั้ง บาดเจ็บ 4,005 คน สาเหตุขับเร็วเกินกำหนด ร้อยละ 43.36 เมาสุรา 29.75 ตัดหน้ากระชั้นชิด 20.55
ทั้งนี้ สาระสำคัญของกฎหมายได้บังคับใช้อย่างเข้มข้น ช่วงเทศกาลปีใหม่ 2562 คือ
1. หากเกิดอุบัติเหตุแล้วผู้ขับขี่ไม่ยอมให้ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ทางลมหายใจให้สันนิษฐานว่าเมาสุรา
2. ในกรณีที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ รักษาตัวในโรงพยาบาลหรือเสียชีวิต ญาติมีสิทธิร้องขอให้พนักงานสอบสวนส่งตรวจเลือดผู้ขับขี่ทั้งสองฝ่าย
3. ให้สถานพยาบาลของรัฐ ตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดทุกราย ภายใน 4 ชั่วโมง (หากเกิน
6 ชั่วโมง ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดจะลดลงต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์)
4. กรณีมีค่าแอลกอฮอล์ เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ โทษคือ ดื่มแล้วขับ จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับขั้นต่ำ 10,000 -20,00 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และศาลสามารถสั่งพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือ เพิกถอนใบอนุญาต 2.กรณีผู้ขับขี่อายุน้อยกว่า 20 ปีหรือใช้ใบขับชี่ชั่วคราว หากตรวจพบแอลกอฮอล์ในเลือดเกิน 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ให้ถือว่าเมาสุรา 3. ถ้าไปชนคนอื่นบาดเจ็บ จำคุก 1-5 ปี ปรับ 20,000 -100,000 บาท และพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือ เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ และ
4. ถ้าไปชนคนอื่นอันตรายสาหัส จำคุก 2-6 ปี ปรับ 40,000-120,000 บาท และพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือ เพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ 5. ถ้าไปชนคนอื่นถึงแก่ความตาย จำคุก 3-10 ปี
ปรับ 60,000-200,000 บาท และเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่

