สปสช.แจงปมดราม่า ผู้ป่วยบัตรทองเข้ารพ.รัฐ เคสไม่ฉุกเฉิน สรุปต้องจ่ายหรือไม่ต้อง!!

4.01.19 | 18:54 น.

จากกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงกรณีคณะกรรมการควบคุมคุณภาพและมาตรฐานบริการสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เคยออกข่าวถึงสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ว่า หากเจ็บป่วยฉุกเฉิน   โดยเฉพาะผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ เป็นผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลอย่างเร่งด่วน ไม่สามารถรอเวลาเพื่อรับบริการต่างจากผู้ป่วยทั่วไป กรณีไม่เสียค่าบริการ แต่หากผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน จำเป็นต้องรับบริการนอกเวลาราชการในโรงพยาบาลที่แยกบริการรองรับ   การเบิกจ่ายค่ารักษายังเป็นไปตามสิทธิประโยชน์พื้นฐาน ทั้งค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ ค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการ เป็นต้น เพียงแต่ต้องจ่ายสนับสนุนค่าจัดบริการเพิ่มเติมนั้น ปรากฎว่ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์มาก โดยเฉพาะภาคประชาสังคมมองว่าผู้ป่วยบัตรทองไม่จำเป็นต้องจ่ายตรงส่วนนี้

ความคืบหน้าเรื่องนี้เมื่อวันที่ 4 มกราคม  รศ.พญ.ประสบศรี อึ้งถาวร กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า จริงๆแล้วในเรื่องของคลินิกนอกเวลาราชการ เป็นการบริการคู่ขนานของโรงพยาบาลรัฐภาคส่วนต่างๆ ไม่ใช่แค่ของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งในส่วนของผู้ป่วยบัตรทอง ต้องขอย้ำว่า ไม่มีการลิดรอนสิทธิแต่อย่างใด เนื่องจากโดยปกติหากเป็นการเข้าบริการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต หรือผู้ป่วยสีแดง ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วนั้น กรณีนี้ไม่ว่าจะสิทธิบัตรทอง หรือสิทธิอื่นๆ ย่อมต้องได้รับการรักษาฟรีก่อนเข้าสู่ระบบปกติอยู่แล้ว ซึ่งการเข้ารักษาฟรีกรณีฉุกเฉินจะมีเกณฑ์กำหนดอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม แต่ในกรณีของผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง หากเข้าฉุกเฉิน แต่แพทย์วินิจฉัยว่า ไม่ได้ฉุกเฉินถึงขั้นสีแดง แต่อาจเป็นสีเหลือง สีเขียว ซึ่งไล่ระดับความรุนแรงลงมา กรณีนี้ก็สามารถรับการรักษาที่ห้องฉุกเฉินได้ เพียงแต่ต้องรอคิว เพราะต้องให้ผู้ป่วยวิกฤติเร่งด่วนก่อน

รศ.พญ.ประสบศรี อึ้งถาวร

“แต่ก็มีทางเลือก ทำคู่ขนานไว้ คือ การจัดบริการคลินิกนอกเวลาแยกจากห้องฉุกเฉิน ซึ่งในโรงพยาบาลรัฐห่างไกล ยังไม่มั่นใจว่ามีหรือไม่ แต่ในกรณีโรงพยาบาลที่มีการจัดโซนนี้ไว้นั้น ก็จะเป็นทางเลือกให้ผู้ป่วยบัตรทองที่เข้ารับบริการในโรงพยาบาลตามสิทธิที่ขึ้นทะเบียนบัตรทอง การเบิกจ่ายค่ารักษายังเป็นไปตามสิทธิประโยชน์พื้นฐาน ทั้งค่ายา ค่าเวชภัณฑ์ ค่าตรวจทางห้องปฏิบัติการ เป็นต้น ซึ่งไม่ต้องจ่ายตามที่กำหนด เพียงแต่ต้องจ่ายสนับสนุนค่าจัดบริการเพิ่มเติมเท่านั้น อาจเป็นค่าหมอ เป็นต้น เนื่องจากการจัดบริการคลินิกนอกเวลาราชการเป็นการจัดบริการเพิ่มเติมขึ้น แต่ในส่วนของเวลาในราชการจะไปเก็บเงินไม่ได้” รศ.พญ.ประสบศรี กล่าว  และว่า การเปิดคลินิกพิเศษนอกเวลาราชการก็เพื่อให้เป็นทางเลือกกับผู้ป่วย ไม่ใช่แค่สิทธิบัตรทอง แต่สิทธิอื่นๆ อย่างประกันสังคม สิทธิข้าราชการ ที่ต้องการรับบริการนอกเวลาและไม่ต้องการรอคิวมาก ก็สามารถมาใช้บริการได้

ด้าน ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า  การจัดบริการคลินิกนอกเวลาราชการขึ้นมานั้น ก็เพื่อเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ป่วยในการใช้บริการที่ไม่ต้องรอนาน หรือไม่มีเวลามารับบริการช่วงเวลาราชการ อีกทั้ง ยังเป็นการหารายได้เข้าโรงพยาบาลเพิ่มเติม ส่วนประเด็นที่อาจมีคนมองว่า อยากให้ผู้ป่วยบัตรทองไม่ต้องจ่ายเงิน แม้นอกเวลา ตรงนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า หากไม่ใช่เคสฉุกเฉินวิกฤต ก็จะไม่เข้าเกณฑ์หรือไม่  และการจะมาให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) มาดำเนินการให้สิทธิผู้ป่วยบัตรทองฟรีหมด ตนมองว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะเมื่อไม่ฉุกเฉิน ก็ต้องไปรอคิวการรักษา แต่หากไม่รอคิวก็ต้องเข้าบริการเสริมที่เพิ่มเข้ามา ตรงนี้ก็ต้องจ่ายค่าบริการเพิ่มเติม ซึ่งจริงๆ เมื่อเทียบกับเอกชนก็ไม่ได้มาก

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า อย่างในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ หากเป็นการรักษาในเวลาราชการสำหรับผู้ป่วยตามสิทธิก็ไม่ได้เสียเงิน แต่หากนอกเวลาราชการก็จะแบ่งเป็น โอพีดีนอกเวลาราชการ สำหรับรักษาผู้ป่วยที่อาการไม่ฉุกเฉิน โดยจะมีแพทย์ประจำบ้านตรวจวินิจฉัย ตรงนี้ไม่เสียเงิน แต่หากเป็นคลินิกพิเศษนอกเวลา ที่เป็นคลินิกเฉพาะทาง ต้องมีอาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็จะมีการเสียเงินเพิ่มแต่ไม่มากมาย ค่าแพทย์ประมาณ 300-400 บาท ซึ่งในส่วนของโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขอาจจะแบ่งแบบนี้ยาก เพราะบริบทต่างกัน และแพทย์ประจำบ้านไม่ได้เพียงพอ

Advertisement

“ผมมองว่าที่ผ่านมา สปสช. จะมีระเบียบยิบย่อยมาก กรณีการรักษาแบบนี้ก็ควรให้เป็นไป แต่ไม่ใช่สปสช.จะมาออกเกณฑ์อะไรเพิ่มภาระให้บุคลากรด้วย ที่ผ่านมาก็ชัดเจนว่าเพิ่มภาระบุคลากร ทำระบบแย่ มีเงื่อนไขเยอะแยะ กว่าจะเบิกเงินจากสปสช.ได้ ยุ่งยาก แถมเบิกได้ไม่เต็มวงเงินในการรักษาตามความเป็นจริงอีก เพราะวิธีคำนวณมากจนเกินไป” ศ.นพ.ธีระวัฒน์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังผู้บริหารของ สปสช. แต่ได้รับคำตอบว่า ไม่สามารถให้สัมภาษณ์ได้ เนื่องจากเรื่องนี้เป็นอำนาจของ คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติและคณะกรรมการควบคุมฯ ซึ่งสปสช.ไม่อาจไปก้าวล่วงได้