เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 9 มกราคม ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ร.ต.อ.นที จันทรา พนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง ควบคุมตัวนายอธิพันธ์ พิมพ์เรือง อายุ 34 ปี ชาว กทม.ผู้ต้องหาใช้สายไฟรัดคอนักธุรกิจร้านนวดแผนไทยเสียชีวิต มาขออำนาจศาลฝากขังครั้งแรก เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 9-20 ม.ค.
โดยคำร้องระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2562 เวลาประมาณ 13.43 น.นางปาริชาต ปัญญายงค์ น้องสาวของ นายปรัชญา หรือโจ อำนรรฆมณี 59 ปี นักธุรกิจหุ้นส่วนร้านนวดแผนไทยย่านพหลโยธิน ผู้ตายได้ตรวจพบว่ามีไลน์ของนายปรัชญา ส่งมายังไลน์ของนางปริญญา ซึ่งเป็นมารดา โดยปรากฏข้อความทางไลน์ทำนองว่า “มาเที่ยวพัทยา แล้วกระเป๋าสตางค์หายให้แม่ช่วยโอนเงินให้ จำนวน 30,000 บาท แต่ไม่ได้บอกหมายเลขบัญชี” นางปริญญาเห็นข้อความผิดปกติ ไม่น่าที่จะใช่นายปรัชญา เป็นผู้ส่งมา แต่น่าจะเป็นบุคคลอื่นที่ใช้เครื่องโทรศัพท์ของนายปรัชญาส่งมาแทน จึงได้ใช้โทรศัพท์ของนางปริญญาโทรไปยังหมายเลขโทรศัพท์ของนายปรัชญา ในเวลา 20.00 น. ได้มีเสียงของผู้ชายรับสายและได้บอกว่า “พี่โจ้ ไม่อยู่ ออกไปซื้อของ เดี๋ยวจะให้โทรกลับ” แล้วได้วางสายไป จึงได้ส่งไลน์ของเครื่องนางปริญญา กลับไปว่าให้โทรกลับ ก็ไม่ยอมโทรกลับ แต่ส่งข้อความกลับมาว่า ขอเงิน 10,000 บาท ก่อนก็ได้ ดังนั้น จึงมาแจ้งความลงบันทึกประจำวันว่านายปรัชญาหายตัวไป ไม่สามารถติดต่อได้ที่ สน.ดอนเมือง และระหว่างที่แจ้งความอยู่นั้น เวลาประมาณ 14.41 น.วันที่ 4 ม.ค.2562 โทรศัพท์ของนายปรัชญา ยังโพสต์ข้อความทางไลน์ในหน้าไทม์ไลน์ว่า ไปซื้อของขวัญให้ตัวเอง เป็นโทรศัพท์ซัมซุง กับทอง ต่อมา เวลา 10.00 น.วันที่ 5 ม.ค.2562 โทรศัพท์มือถือของนายปรัชญา ได้มีการโพสต์ข้อความทางไลน์ในหน้าไทม์ไลน์อีกว่า ชวนทำบุญสร้างโบสถ์ จึงได้ให้เพื่อนส่งข้อความขอร่วมทำบุญด้วย แล้วเครื่องโทรศัพท์ของนายปรัชญาก็ได้ส่งข้อความกลับมาในแชตส่วนตัวของเพื่อน ในเวลา 17.10 น. วันที่ 5 ม.ค.2562 โดยส่งหมายเลขบัญชีให้โอนเงินไป คือ หมายเลขบัญชีธนาคารกสิกรไทย ของนายอธิพันธ์ พิมพ์เรือง ต่อมาเวลา 14.15 น.น้องสาวผู้ตายและตำรวจสายตรวจพร้อมช่างทำกุญแจ ได้ทำการเปิดห้องพักของนายปรัชญา ที่ชั้น 8 คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่ง ย่านวิภาวดีฯ ที่เกิดเหตุพบว่าห้องโถงด้านนอกเปิดไฟและเปิดแอร์พบนายปรัชญา ผู้ตายสภาพนอนคว่ำหน้าศีรษะห้อยลงไปข้างเตียงด้านทิศตะวันออก (เตียงหันหัวไปทางทิศเหนือ) โดยมีสายไฟฟ้ารัดอยู่บริเวณลำคอ ส่วนร่างกายยังอยู่บนเตียง จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานและแพทย์ พบว่า นายปรัชญาเสียชีวิตมาแล้วอย่างน้อย 3 วัน เนื่องจากขาดอากาศหายใจ จากการถูกสายไฟฟ้ารัดคอ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงตรวจสอบกล้องวงจรปิดและสืบสวนหาพยานหลักฐานเชื่อว่า นายอธิพันธ์ ผู้ต้องหาเป็นคนก่อเหตุ ต่อมาเมื่อวันที่ 7 ม.ค.2562 เวลา 06.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจทราบว่าผู้ต้องหาหนีไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่บีซีแมนชั่น ห้อง 201 ถ.พหลโยธิน ซอยพหลโยธิน 50/4 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม. จึงเดินทางไปตรวจสอบพบผู้ต้องหาอยู่บริเวณดังกล่าว จึงแสดงตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและแสดงหมายจับของศาลอาญาที่ 16/2562 ลงวันที่ 6 ม.ค.2562
โดยผู้ต้องหารับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับจริง เจ้าหน้าที่จึงจับกุมตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลาง รถยนต์ทะเบียน 5 กญ 8068 กรุงเทพมหานคร ราคา 1 ล้านบาท,โทรศัพท์มือถือยี่ห้อวีโว่ จำนวน 1 เครื่อง, แหวนทับทิมล้อมเพชร จำนวน 1 วง ราคา 100,000 บาท, กระเป๋าสตางค์และสมุดบัญชีธนาคารชื่อบัญชีของนายปรัชญาพร้อมบัตรเอทีเอ็ม รวมราคาทรัพย์ทั้งหมด 1,108,500 บาท จากนั้นได้แจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่น, ชิงทรัพย์ในเวลากลางคืนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, มาตรา 339 พร้อมนำส่งพนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง ดำเนินคดีตามกฎหมาย นอกจากนี้ จากการตรวจหาสารเสพติดในร่างกายผู้ต้องหาพบสารเสพติดให้โทษประเภทที่ 1 (เมทแอมเฟตามีน) อีกด้วย
เหตุเกิดที่ห้องพักคอนโดมิเนียม ชั้น 8 ย่านวิภาวดีฯ แขวงและเขตดอนเมือง กทม.และบริเวณบีซี แมนชั่น ห้อง 201 ถ.พหลโยธิน ซอยพหลโยธิน 50/4 แขวงอนุสาวรีย์ เขตบางเขน กทม.
ชั้นสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา
ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนได้สอบสวนและควบคุมตัวผู้ต้องหาจะครบ 48 ชั่วโมงแล้ว แต่การสอบสวนยังไม่เสร็จต้องสอบปากคำพยาน จำนวน 7 ปาก , รอผลตรวจลายพิมพ์นิ้วมือผู้ต้องหาและขอคัดค้านการประกันตัว เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูง เกรงผู้ต้องหาจะหลบหนี จึงขออำนาจศาลฝากขัง
ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ฝากขังได้

