‘สุณัย’ ระบุยังรอความคืบหน้าจากไทยกรณี ‘ฮาคีม ‘ ชี้ควรใช้บรรทัดฐานเดียวกับ ‘ราฮาฟ’

เมื่อวันที่ 12 มกราคม นายสุณัย ผาสุข ที่ปรึกษาองค์กรฮิวแมน ไรต์ส วอตช์ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า จากกรณีของนายฮาคีม อัล อาไรบี ตอนนี้ถือว่าไม่มีความคืบหน้าจากทางรัฐบาลไทย หลังจากที่รัฐมนตรีต่างประเทศของออสเตรเลีย มาเยือนไทยอย่างเป็นทางการและได้หารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย นายดอน ปรมัตถ์วินัย ทางฝ่ายออสเตรเลียก็ได้ยกกรณีของนายฮาคีมมาเป็นประเด็นหลักเรื่องนึงในการหารือ โดยขอให้ไทยปล่อยตัวนายฮาคีม โดยให้เหตุผลว่านายฮาคีมเป็นผู้ลี้ภัยที่ออสเตรเลียรับรองและมีถิ่นฐานอยู่ในประเทศออสเตรเลีย ทั้งยังเป็นผู้ลี้ภัยที่ออสเตรเลียรับรองถึงขนาดอนุญาตออกวีซ่าผู้ลี้ภัยและให้ถิ่นฐานถาวร จึงขอให้ปล่อยตัวและดำเนินการส่งตัวนายฮาคีมกลับไปยังประเทศออสเตรเลียอย่างปลอดภัย ซึ่งน่าสนใจว่าแม้จะมีการพูดคุยกันยาวนานถึง 3 วัน แต่ทางฝ่ายไทยยังไม่มีท่าทีที่จะแถลงให้สังคมรับรู้ว่าไทยจะดำเนินการอย่างไรกับเรื่องนี้

“ตอนนี้เรารอฟังอย่างมากว่าหลังจากที่ทางไทยได้พบปะกับรัฐมนตรีต่างประเทศของออสเตรเลียแล้ว ไทยจะมีท่าทีอย่างไร และลุ้นด้วยซ้ำว่า หลังจากที่รัฐมนตรีต่างประเทศของออสเตรเลียแถลงข่าวตอนบ่าย จากนั้นอีกไม่นานจะเป็นคำแถลงของไทย ซึ่ง ปรากฏว่าจนตอนนี้ยังเป็นความเงียบอยู่” นายสุณัยกล่าว

นายสุณัย กล่าวต่อว่า จากการที่ไทยได้เปลี่ยนท่าทีในกรณีของราฮาฟ จากตอนแรกเป็นท่าทีแข็งกร้าวมาเป็นท่าทีที่เห็นอกเห็นใจ มีมนุษยธรรม โดยกรณีนี้มีการประสานงานเพื่อแก้ไขสถานการณ์ และมีการแสดงความคิดเห็นหลายครั้งของเจ้าหน้าที่ไทยที่แสดงให้เห็นว่า ต่อไปนี้ไทยจะดูทั้งกฎหมายของไทยเอง และดูทั้งหลักการมนุษยธรรม หลักการมนุษยชน ซึ่งหมายความว่าจะไม่ส่งคนไปตาย และในท้ายที่สุด พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ก็พูดประโยคนี้ออกมาผ่านสื่อทั่วโลกว่าไทยจะไม่ส่งราฮาฟไปตาย จนในที่สุดราฮาฟก็สามารถเดินทางได้อย่างปลอดภัยไปยังประเทศแคนาดา


“หวังว่าคำพูดนี้จะไม่ได้หมายถึงเฉพาะราฮาฟเพียงคนเดียว และหวังว่ากรณีของราฮาฟจะเป็นบรรทัดฐานใหม่ในการตัดสินใจของศาลต่อกรณีอื่นๆ ว่าแต่นับจากนี้ไป นายฮาคีมและผู้ที่แสวงหาการลี้ภัยใดๆก็ตาม ถ้าอยู่ที่ไทยก็จะไม่ถูกส่งกลับไปตาย กรณีของฮาคีมชัดเจนว่า ถ้ากลับบาห์เรนจะตายอย่างแน่นอน” นายสุณัยกล่าว และว่า ทางออกที่ดีที่สุด คือให้ฮาคีมออกนอกประเทศไทย และจุดหมายปลายทางของเขาควรเป็นประเทศออสเตรเลียซึ่งเป็นบ้านที่เขาอยู่ในปัจจุบัน ไม่ใช่บาห์เรน

นายสุณัย กล่าวว่า ในระยะยาวคงต้องทำความเข้าใจให้เป็นมาตรฐาน จากกรณีราฮาฟซึ่งเป็นบรรทัดฐานได้เลยว่า นับแต่นี้ต่อไป หน่วยงานไทยโดยเฉพาะ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ในกรณีที่ได้จับกุมผู้ที่มีสถานะเป็นผู้แสวงหาการลี้ภัย หรือกลุ่มคนที่มีบัตรยูเอ็นเอชซีอาร์ หรือแม้แต่กลุ่มคนที่ไม่มีบัตร เมื่อเขาอธิบายให้ฟังว่าไม่สามารถกลับบ้านได้เพราะมีอันตราย ทาง สตม.จะต้องรีบประสานงานกับทาง ยูเอ็นเอชซีอาร์ และเอ็นจีโอ ให้เข้ามาคัดกรองคนเหล่านั้นว่ามีเหตุผลที่จะได้รับความคุ้มครองหรือไม่ ถ้ามีเหตุผลที่ควรได้รับความคุ้มครองก็ต้องยืนยันได้ทันที่ว่าไทยจะไม่ส่งตัวเขากลับ แต่จะส่งเขาสู่กระบวนการคุ้มครองของยูเอ็นเอชซีอาร์ ถ้ายูเอ็นเอชซีอาร์ กับเอ็นจีโอ ประสานงานกันอย่างใกล้ชิดเหมือนอย่างกรณีราฮาฟ ในอนาคตเราจะสามารถช่วยคนที่สมควรจะได้รับความช่วยเหลือได้ โดยที่รู้ด้วยว่าเขาอยู่ที่ไหนเพราะมีการขึ้นทะเบียนไว้ ขณะเดียวกันก็จะตอบโจทย์ความกังวลของหน่วยงานไทยรวมทั้งคนไทยจำนวนมากว่าจะไม่มีใครมั่วเข้ามา

บทความก่อนหน้านี้‘อนาคตใหม่’ เปิดเวทีภาคอีสาน ‘ธนาธร’ ปลุกสู้วาทกรรม ‘จนเพราะโง่-ขี้เกียจ’
บทความถัดไปสิ้น ‘เจ้าชายต่อพญา’ ทายาทพระเจ้าธีบอกษัตริย์องค์สุดท้ายของพม่า