ผู้พิพากษาอาวุโสห่วงสิทธิเด็กถูกขยี้ละเมิดซ้ำซาก จวก พม.-หน่วยงานรัฐ หวั่นถูกลดชั้นสิทธิมนุษยชน

13.01.19 | 13:38 น.

“ศรีอัมพร”ผู้พิพากษาอาวุโสห่วงสิทธิเด็กถูกขยี้ละเมิดซ้ำเเล้วซ้ำอีก จวก พม.-หน่วยงานรัฐเกี่ยวข้อง ให้ข้อมูลสื่อนำเสนอเกิดผลกระทบจิตใจ หวั่นถูกลดระดับเป็นประเทศด้อยพัฒนาเรื่องสิทธิมนุษยชนไม่ได้รับการยอมรับต่างประเทศ


เมื่อวันที่ 13 มกราคม นายศรีอัมพร ศาลิคุปต์ ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ ได้ให้ความเห็นถึงกรณีที่มีการพรากผู้เยาว์เด็กไปเสียจากบิดามารดาจนทำให้เด็กได้รับความเสียหายตลอดจนบิดามารดาและครอบครัวตกอยู่ไหนภาวะคับขันต้องขอความช่วยเหลือจากพนักงานเจ้าหน้าที่และขอให้สื่อมวลชนและประชาชนช่วยตามหาบุตรที่หายไปในขณะนั้นซึ่งต่อมาเจ้าพนักงานได้ตามพบเด็กและผู้กระทำผิดจนได้ตัวเด็กมาอยู่ในความคุ้มครองของเจ้าพนักงานคุ้มครองเด็กกระทรวงพัฒนาความมั่นคงของมนุษย์เป็นที่เรียบร้อยและสร้างความยินดีแก่ผู้ปกครองและครอบครัวดังได้ทราบจากสื่อมวลชน และโซเซี่ยลมีเดีย และการเสนอข่าวในทำนองเดียวกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์

ว่าในเรื่องนี้หลังจากเหตุการณ์ร้ายดังกล่าวได้ผ่านล่วงไปแล้ว กลับปรากฏว่ายังมีการเสนอข่าวเเละขุดคุ้ยถึงสาเหตุ ประวัติมูลเหตุจูงใจ กับการมีการหาข่าวไปในทำนองลงลึก รวมถึงมีการวิพากษ์วิจารณ์ไปในด้านความสัมพันธ์ระหว่างผู้เสียหายกับผู้กระทำผิดดังปรากฏต่อสาธารณชนแล้วนั้น เเต่เนื่องจากเหตุในคดีนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเพราะตัวผู้เสียหายเองยังเป็นเด็กมิมิใช่ผู้บรรลุนิติภาวะการเสนอข่าวดังกล่าวนอกจากจะขัดต่อกฎหมายภายในของประเทศไทยแล้วยังเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมายระหว่างประเทศตลอดจนการกระทำผิดต่อพระราชบัญญัติสิทธิเด็ก พ.ศ. 2546 เเละกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิเด็ก ข้อตกลงระหว่างประเทศอันเกี่ยวกับอนุสัญญาดังกล่าวที่มีชื่อเรียกว่ากฎปักกิ่ง ตลอดจนฝ่าฝืนต่อบทบัญญัติและข้อบังคับของหน่วยงานในสหประชาชาติที่มีชื่อเรียกว่ายูนิเซฟอีกด้วย

นายศรีอัมพร ระบุว่ากฎหมายของไทยที่ใช้บังคับเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชนที่มีชื่อเรียกว่าพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 มีบทบัญญัติในมาตรา 27 ที่มีข้อห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาหรือเผยแพร่สื่อมวลชนหรือสื่อสารสนเทศประเภทใดๆซึ่งข้อมูลเกี่ยวกับตัวเด็กหรือผู้ปกครองโดยเจตนาที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่จิตใจชื่อเสียงเกียรติคุณหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดของเด็กหรือเพื่อแสวงหาประโยชน์สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ชอบ ,มาตรา 50 ห้ามมิให้ผู้ปกครองสวัสดิภาพหรือผู้คุ้มครองสวัสดิภาพเด็กเปิดเผยชื่อตัวและชื่อสกุลภาพหรือข้อ
ข้อมูลใดๆเกี่ยวกับตัวเด็กผู้ปกครองในลักษณะที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ชื่อเสียงเกียรติคุณหรือสิทธิประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งของเด็กหรือผู้ปกครอง บทบัญญัติในวรรคหนึ่งให้ใช้บังคับแก่พนักงานเจ้าหน้าที่นักสังคมสงเคราะห์นักจิตวิทยาและผู้มีหน้าที่คุ้มครอสวัสดิภาพเด็กตามมาตรา 24 ซึ่งได้ล่วงรู้ข้อมูลดังกล่าวเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ของต้นด้วยโดยอนุโลม เเละห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาหรือเผยแพร่ทางสื่อมวลชนหรือสื่อสารสนเทศประเภทใดซึ่งข้อมูลที่เปิดเผยโดยผู้ฝ่าฝืนบทบัญญัติมาตรานี้ในวรรคหนึ่งหรือวรรคสองด้วย นอกจากนี้ยังมีบทบัญญัติลงโทษในมาตรา 79 ว่าผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 27 มาตรา 50 หรือมาตรา 61 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือนปรับไม่เกิน 60,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ จึงจะเห็นได้ว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 เป็นกฎหมายซึ่งประเทศไทยร่างขึ้นจากการยอมรับและให้สัตยาบันกับกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิเด็กและการคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชนซึ่งมีจุดมุ่งหมายมุ่งคุ้มครองเด็กและเยาวชนเพื่อมิให้ถูกล่วงละเมิดชื่อเสียงเกียรติยศและมิให้เกิดการกระทบจากการเสนอข่าวอันจะทำให้เด็กเยาวชนและครอบครัวต้องได้รับความเสียหายการคุ้มครองสิทธิเด็ก เรื่องนี้จึงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญเพราะไปเกี่ยวเนื่องกับกฎหมายระหว่างประเทศที่มีการประชุมกันโดยมีองค์การสหประชาชาติเป็นแกนกลางที่มุ่งเน้นในการคุ้มครองสิทธิเด็กและเยาวชนตลอดจนครอบครัวให้ได้รับความคุ้มครองมิให้ถูกละเมิด เนื่องจากเด็กเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าอย่างอ่อนเยาว์ต่อวัยและยังไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอการคุ้มครองสิทธิเด็กจึงเป็นมาตรการสำคัญระหว่างประเทศที่จะทำให้เด็กได้รับการกระทำที่ได้รับการปกป้องมิให้ถูกล่วงละเมิดหรือทำร้ายทั้งร่างกายจิตใจชื่อเสียงเกียรติยศอันจะทำให้เด็กอาจเกิดความเสียหายทางร่างกายและจิตใจได้

Advertisement

“ฉะนั้นการที่ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าวและยังออกกฎหมายภายในประเทศเพื่อปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศดังกล่าวถือว่าประเทศไทยได้ยอมรับนับถือสิทธิเด็กว่าเป็นสิทธิมนุษยชนที่มีความสำคัญต่อความสงบเรียบร้อยของประเทศชาติดังนั้นประเทศไทยจึงต้องปฏิบัติตามกฎหมายฉบับนี้อย่างเคร่งครัดและถือเป็นจริยธรรมและจรรยาบรรณที่ฝ่ายรัฐและประชาชนจะต้องถือปฏิบัติและไม่ล่วงละเมิดทั้งหมดหมายภายในและกฎหมายระหว่างประเทศอันจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่เด็กเยาวชนครอบครัวชื่อเสียงของประเทศไทยและมาตรฐานการปกครองของประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย” ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลอุทธรณ์ระบุ

นายศรีอัมพรระบุอีกว่า การที่รัฐบาลหน่วยงานของรัฐเช่นกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ,พนักงานเจ้าหน้าที่พนักงานสวัสดิการคุ้มครองเด็กผู้ดูแลสวัสดิภาพของเด็กซึ่งเป็นเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ดังกล่าวตลอดจนคณะกรรมการคุ้มครองเด็ก ซึ่งมีรัฐมนตรีและกรรมการว่าด้วยสิทธิเด็กกลางกับคณะกรรมการคุ้มครองเด็กจังหวัดเพิกเฉยไม่มีการห้ามปรามต่อการเสนอข่าวผ่านสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์หรือโซเชียลมีเดียต่างๆที่จะเป็นไปในทางที่เกิดความเสียหายแก่เด็กและเยาวชน ซึ่งถือว่าเป็นเหยื่อของการกระทำผิด จึงถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิของเด็กและเยาวชนอย่างร้ายแรงแต่หน่วยงานของรัฐรวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐกลับปล่อยปละละเลยไม่ดำเนินการป้องปรามการเสนอข่าวดังกล่าวทั้งๆที่เป็นความผิดต่อกฎหมายภายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ กลับกันกับมีการให้ข่าวถึงข้อมูลรายละเอียดอันอาจเกิดความเสียหายแก่เด็กและครอบครัวได้เช่นนี้ถือว่าเป็นการไม่ปฏิบัติหน้าที่เพื่อคุ้มครองเด็กไม่ใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อปกป้องคุ้มครองเด็ก ทำให้เด็กซึ่งเป็นเหยื่อของการกระทำผิดจะได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรงแล้วยังเป็นการปล่อยปละละเลยให้มีการละเมิดสิทธิเด็กและสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงย่อมเกิดผลเสียหายแก่ชื่อเสียงและเกียรติคุณของประเทศไทยที่มีมาตรฐานในการคุ้มครองสิทธิเด็กและสิทธิมนุษยชนในระดับต่ำกว่ามาตรฐานของประเทศที่ได้ชื่อว่าเป็นอารยประเทศเเละจะส่งผลทำให้ระดับการยอมรับมาตรฐานของประเทศไทยตกต่ำลงอย่างไม่ควรจะเป็น

ตนเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยจะต้องปฏิรูปประเทศของเราให้กลับสู่มาตรฐานของประเทศที่พัฒนาแล้วโดยการนำกระบวนการยุติธรรมที่เหมาะสมมาใช้บังคับต่อการกระทำผิดทั้งปวงไม่ว่าการกระทำผิดตามปกติการกระทำผิดที่ฝ่าฝืนต่อสิทธิมนุษย์ชนของผู้ใหญ่ก็ดีการกระทำผิดต่อเด็กและฝ่าฝืนสิทธิเด็กและเยาวชนก็ดีนั้นถือว่าเป็นมาตรการเร่งด่วนที่รัฐ เเละหน่วยงานของรัฐตลอดจนองค์กรต่างๆซึ่งมีหน้าที่ต้องคุ้มครองดูแลมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยจะต้องปฏิรูปการทำงานเป็นครั้งใหญ่มิฉะนั้นแล้วมาตรฐานของประเทศไทยคงตกลงไปอยู่ในระดับประเทศด้อยพัฒนาและไม่เป็นที่ยอมรับของสังคมโลกวัตร เราจะปล่อยให้เหตุการณ์ที่บั่นทอนชื่อเสียงเกียรติยศตลอดจนสิทธิมนุษย์ชนของประเทศไทยยังดำเนินไปเช่นนี้หรือ