เมื่อเวลา 14.20 น. วันที่ 14 มกราคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) นายษิทรา เบี้ยบังเกิด ทนายความ พร้อมนายภัทร เหลืองวรชาติกูล และพวกรวม 4 คน นำหลักฐานเอกสาร เดินทางไปยื่นหนังสือขอความเป็นธรรม ที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปอส.ตร. กรณีที่เคยถูกนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ที่พยายามจะเข้าไปตรวจค้นโรงงานแห่งหนึ่งในจังหวัดฉะเชิงเทรา แต่ผู้เสียหายซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยไม่อนุญาตให้เข้ามีการปะทะคารมกัน จนเกิดความวุ่นวาย
นายษิทรากล่าวว่า วันนี้ตนเดินทางมาในฐานะทนายความของผู้เสียหาย เพื่อขอความเป็นธรรม เพราะเกรงว่าคดีจะไม่มีความคืบหน้า เนื่องจากนายอัจฉริยะเป็นคนมีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักในสังคม ประกอบกับทางผู้เสียหายร้องขอแจ้งให้ตำรวจดำเนินคดี 5 ข้อหา คือ 1.ร่วมกันบุกรุกตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปโดยมีอาวุธ 2.อั้งยี่ ซ่องโจร 3.ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่น โดยใช้กำลังประทุษร้ายและมีอาวุธ 4.ร่วมกันครอบครอง และพกพาอาวุธปืน 5.ดูหมิ่นซึ่งหน้า และหมิ่นประมาท แต่ตำรวจดำเนินคดีเพียงข้อหาเดียว คือ ดูหมิ่นซึ่งหน้า ทำให้ผู้เสียหายหรือลูกความของตนมีความกังวล ระแวง ซึ่งวันนั้นมีการสั่งให้ลูกน้องนำปืนออกมาด้วย ทั้งนี้ ตนยืนยันว่าที่รับทำคดีนี้ไม่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งส่วนตัว มาในฐานะทนายความเท่านั้น
ผู้สื่อข่าวรายงาน นายษิทรายังพบ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ในฐานะรอง ผบ.ศปอส.ตร. ยื่นเรื่องให้ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ ตรวจสอบข้อเท็จจริง หลังถูกชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม โพสต์กล่าวหาว่าตำรวจสายสืบทุกนายทั่วประเทศมีของกลางยาเสพติดเก็บไว้เพื่อยัดคนอื่น เรียกรับสินบน ว่าเป็นจริงตามที่เพจกล่าวอ้างหรือไม่ เพราะหากไม่เป็นความจริงการโพสต์ข้อความของเพจดังกล่าวก็จะเข้าข่ายกล่าวหาให้วงการตำรวจเสื่อมเสียชื่อเสียง โดยวันนี้จะยื่นหลักฐานทั้งภาพและซีดี เรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยการสุ่มตรวจว่าตำรวจทั่วประเทศมีการกระทำในลักษณะนี้จริงหรือไม่ ถ้าไม่มีจริงทุกโรงพัก ก็ถือว่าเป็นการกล่าวหา


