อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ-อีอีซีไอ
การเชื่อมโยงของนวัตกรรม การตลาด
และหนทางสร้างรายได้ประเทศ
กระทรวงวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี(วท.)ทำโครงการพัฒนาเขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซีไอ(EECi) พื้นที่ประมาณ 2,000 ไร่ตั้งอยู่ในวังจันทร์วัลเลย์ ต.ป่ายุบใน อ.วังจันทร์ จ.ระยอง โดยพื้นที่แห่งนี้จะเป็นแหล่งวิจัยและนวัตกรรมที่เข้มข้น เพื่อนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมที่ได้ไปตอบโจทย์ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายทั้งในพ้นที่อีอีซีและทั่วประเทศ
หัวใจสำคัญของ อีอีซีไอ คือ การเป็นสะพานที่จะนำทางให้งานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง โดยจะมีการขยายผลของการเชื่อมโยงสู่ภูมิภาคต่างๆ
โดยเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2561 ที่ผ่านมา ได้มีการร่วมลงนามในบันทึกข้อตกลงการดำเนินงาน “โครงการเชื่อมโยงการวิจัยและพัฒนาและการลงทุนนวัตกรรมระหว่างนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกกับอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ” ระหว่างสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะแม่ข่ายของอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ ซึ่งอุทยานฯ ถือเป็นกลไกสำคัญที่ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยในภาคเหนือให้นำองค์ความรู้ และ งานวิจัยของมหาวิทยาลัยมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนและภาคอุตสาหกรรม ทำให้เกิดสตาร์ทอัพที่มีเทคโนโลยีเป็นฐานการผลิตหรือทำธุรกิจ(Tech Startups) และเอสเอ็มอี(SMEs) ที่มีความสามารถในการแข่งขันและมีศักยภาพในพื้นที่
และ เมื่อวันที่ 14 มกราคม ที่อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรี วท.พร้อมผู้บริหารวท.ลงพื้นที่ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) สัญจร ที่ จ.ลำปาง เพื่อเตรียมการยกระดับอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ (Northern Science Park) สู่การเร่งสร้างผู้ประกอบการธุรกิจ นวัตกรรมสตาร์ทอัพ และ เอสเอ็มอี ที่มีความสามารถในการแข่งขัน พร้อมยกระดับศักยภาพเชิงพื้นที่ในเรื่องการเป็นฐานการผลิตด้านเกษตรสร้างสรรค์สู่อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง(Cosmetic Valley), เศรษฐกิจฐานชีวภาพ(Bio Economy),เมืองนวัตกรรมอาหาร(Food Innovation) และ ศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพ(Medical & Wellness Hub) และการเชื่อมโยงอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือสู่เขตนวัตกรรมระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซีไอ)

รัฐมนตรีวท.กล่าวว่า ปัจจุบันการดำเนินงานของอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ผ่านสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์ (สอว.) ได้เปิดใช้เป็นระยะเวลา 7 เดือนได้รับการตอบรับจากผู้ประกอบการสตาร์ทอัพและเอสเอ็มอี และหน่วยงานพันธมิตรในพื้นที่เป็นอย่างดี โดยมีการเข้ามาใช้ประโยชน์พื้นที่ไปแล้วมากกว่าร้อยละ 86 ซึ่งคาดว่าจะใช้ประโยชน์เต็มพื้นที่ภายในไตรมาศที่ 2 ของปี 2562 สามารถสร้างการจ้างงานกำลังคนเพื่อสนับสนุนการทำวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ 108 ราย มีการจัดกิจกรรม 410 งาน ซึ่งมีผู้ใช้ประโยชน์ทั้งสิ้น 29,400 คน และเกิดประมาณการผลกระทบทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น 328 ล้านบาท ซึ่งการเชื่อมต่อกับโครงการ EECi โดยการยกระดับอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ จึงถือเป็นโอกาสครั้งสาคัญในการนำเอาองค์ความรู้ งานวิจัย และนักวิจัยของมหาวิทยาลัยมาสู่การเร่งสร้างผู้ประกอบการนวัตกรรมในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ และ สตาร์ตอัพที่ใช้เทคโนโลยี และ เอสเอ็มอี รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคตด้วยการเชื่อมโยงกับเทคโนโลยี มุ่งเน้นของ EECi โดยเฉพาะในด้านเทคโนโลยีชีวภาพ มาผสานกับศักยภาพของภาคเหนือ นาไปสู่การขับเคลื่อนและ ยกระดับการผลิตด้านเกษตรสร้างสรรค์สู่อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง , เศรษฐกิจฐานชีวภาพ ,เมืองนวัตกรรมอาหาร และ ศูนย์กลางการแพทย์และสุขภาพ และเกิดการยกระดับศักยภาพเชิงพื้นที่ นำไปสู่การเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมและเพิ่มรายได้ต่อหัวประชากรในภาคเหนือ โดยใช้นวัตกรรม และดึงดูดนักลงทุนฐานนวัตกรรมเข้าสู่ประเทศ

“ด้วยเหตุนี้จึง จำเป็นต้องยกระดับการพัฒนาและก่อสร้างส่วนขยายอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ ซึ่งส่วนเดิมปัจจุบัน มีข้อจำกัดของพื้นที่ให้บริการไม่สามารถขยายตามความต้องการใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่เพิ่มสูงขึ้น อีกทั้งเพื่อให้ สอดคล้องกับนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาล และพันธกิจการดำเนินงานของ วท.ในการมุ่งเน้นปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและพัฒนาพื้นที่ภูมิภาคด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม(วทน.) โดยคาดว่าจะเกิดสตาร์ทอัพที่มีเทคโนโลยี และ เอสเอ็มอีที่มีนวัตกรรม อย่างน้อย 155 บริษัท เกิดจ้างงานนักวิจัยในภาคเอกชนมากกว่า 545 คน สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้มากกว่า 3,575 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี ทำให้ภาคเหนือเป็นกลไกสาคัญและ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรม เป้าหมายของประเทศไทย”นายสุวิทย์ กล่าว


สำหรับ นวัตกรรม และผลิตภัณฑ์ ซึ่งได้ขึ้นชื่อว่าเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับอนาคต ซึ่งพร้อมใช้ในชีวิตปัจจุบัน และคาดว่าจะเป็นที่ต้องการอย่างมากในอนาคตจากอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ ที่นำมาแสดง ในครั้งนี้ เช่น
ระบบเตือนการออกนอกพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุ
รศ.นิพนธ์ ธีรอำพน สถาบันวิศวกรรมชีวการแพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ออกแบบระบบเตือนการออกนอกพื้นที่หรือการเข้าในพื้นที่สำหรับผู้สูงอายุ โดยใช้ระบบกล้องตรวจจับว่าผู้สูงอายุอยู่ในพื้นที่ที่กำหนดหรือไม่ หากไม่อยู่ในพื้นที่ จะมีการส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้เกี่ยวข้องทันที (ใช้ในกรณีป้องกันผู้สูงอายุตกเตียงหรือพยายามลุกออกจากเตียง) หรือในกรณีที่ผู้สูงอายุเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่ควรเข้าไปหรือไม่ หากมีการเข้าในพื้นที่ที่กำหนด เช่น ประตูออกจากห้อง หรือประตูออกจากบ้าน ระบบจะมีการส่งสัญญาณเตือนไปยังผู้เกี่ยวข้องทันทีเช่นกัน

เครื่องพลาสม่ารักษาแผลกดทับเรื้อรังของผู้ป่วยติดเตียง (Compact Cool Air Plasma Jet)
เป็นผลงานจากบริษัท อินโนพลาสซีเอ็ม จำกัด ที่ร่วมโครงการกับ รศ.ธีรวรรณ บุญญวรรณ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในการนำองค์ความรู้ทางฟิสิกส์พลาสมา มาประยุกต์ใช้งานด้านการแพทย์สุขภาพ สุขอนามัย การเกษตร ฯลฯ โดยเครื่องพลาสม่าดังกล่าวมีหลักการทำงานในการสร้างพลาสมาโดยการดูดอากาศผ่านไฟฟ้าทำให้เกิดการแตกตัวของอนุภาคกลายเป็นพลาสมา มีคุณสมบัติเด่นคือ เป็นเครื่องพลาสมาอากาศบำบัดแผลติดเชื้อ สำหรับฆ่าเชื้อแบคทีเรียและกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อใหม่ในการรักษาแผล
สารสกัดเพื่อทำ เครื่องสำอาง
ศ.ดร.พรงาม เดชเกรียงไกรกุล ภาควิชาชีวเคมี คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีความสนใจศึกษาสารทางพฤกษเคมีจากดอกไม้ 3 ชนิด ได้แก่ ดอกราชพฤกษ์ ดอกขี้เหล็ก และ ดอกดาวเรือง ซึ่งเป็นดอกไม้ที่พบได้ในประเทศไทย เพื่อพัฒนาเป็นเผลิตภัณฑ์เซรั่มชะลอความแก่ของผิวหนังที่มีสูตรส่วนผสมของสารสกัดจากดอกไม้ 3 ชนิด ให้มีประสิทธิภาพในการลดริ้วรอยและความแก่ชราของผิวหนัง


อุปกรณ์ควบคุมจมูกนาโซฟอร์ม (Nasoform) เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยในการปรับและควบคุมรูปร่างจมูกหลังผ่าตัดเพื่อช่วยพยุงโครงสร้างของจมูกจนสามารถอยู่ตัวได้เอง ผลงานของ ผศ.ทพญ.พนารัตน์ ขอดแก้วและอาจารย์ นพ.กฤษณ์ ขวัญเงิน คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ผลิตภัณฑ์ผงปรุงรสมาสเตอร์เชฟอูมามิ สูตรลดโซเดี้ยม ห้างหุ้นส่วนจำกัดชีวิตยืนยาว อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ ที่พัฒนาเครื่องปรุงรส จากพืชหัว 4 ชนิดคือ เผือก แครอท ฟักทอง และหัวไชเท้า
ผลิตภัณฑ์กระเทียมดำ ช่วยคุมความดันโลหิตและลดไขมันในเลือด ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)แล้ว
ผลิตภัณฑ์สกัดจากลำใยช่วยในการนอนหลับ
เป็นต้น เป็นต้น ได้รับการรับรองจากคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)แล้วเช่นเดียวกัน
ฯลฯ
ทั้งหมดนี้พร้อมแล้ว ในระบบการตลาด

