แพทยสภาระดมทางออก ‘ฝุ่นจิ๋ว’ เสนอรัฐสัปดาห์หน้า ด้านราชวิทยาลัยฯให้ข้อมูลเพียบ!

17.01.19 | 14:06 น.

แพทยสภาเตรียมรวมข้อมูลมาตรการป้องกัน ฝุ่นจิ๋ว เสนอภาครัฐสัปดาห์หน้า ด้านราชวิทยาลัยแพทย์เชื่อต้องอยู่กับฝุ่นถึงมี.ค. แนะวิธีป้องกันอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะเด็กเล็กควรเลื่อนเข้าเรียนช้าออกไป ส่วนสมาคมอุรเวชช์ชี้สูตรอาหาร-ยา ไม่มีงานวิจัยรองรับกำจัดฝุ่น

เมื่อวันที่ 17  มกราคม ที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา นายกแพทยสภา กล่าวในการเสวนาเรื่องฝุ่นละออง PM2.5 กับปัญหาสุขภาพและแนวทางแก้ไข ว่า สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เกิดขึ้น อย่างน้อยข้อดี คือ ทำให้เกิดการตื่นตัวของประชาชน ที่สำคัญคือหน่วยงานที่มีอำนาจจะต้องลงมาแก้ไขอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตามไม่อยากให้คนคิดว่าเดี๋ยวเรื่องนี้ก็ผ่านไป อย่าลืมว่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 นั้นส่งผลกระทบระยะยาว ดังนั้นทางแพทยสภาจะมีการรวบรวมข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลผลกระทบจากราชวิทยาลัยต่างๆ ส่งถึงผู้มีอำนาจตัดสินใจในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ คาดว่าน่าจะภายในสัปดาห์หน้า ส่วนมาตรการระยะยาวอย่างเรื่องการปลูกต้นไม้ อย่างใบเยอะๆ ก็จะดูดซับฝุ่นได้ดี

นพ.ดนัย ธีวันดา รองอธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า  ข้อมูลจากทั่วโลกพบว่า 9 ใน 10 ของประชากรที่สัมผัสฝุ่นละอองเกินค่ามาตรฐาน เป็นสาเหตุอันดับ 2 ของการเกิดโรคไม่ติดต่อ  รองจากการสูบบุหรี่ โดยพบว่าเป็นสาเหตุการเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดสมองร้อยละ 24   ปอดอุดกั้นเรื้อรังร้อยละ  43 โรคหัวใจขาดเลือดร้อยละ  25 และ มะเร็งปอดร้อยละ  29   ทุกปีประชากรจำนวน 7 ล้านคนจะเสียชีวิตก่อนเวลาอันควรจากมลพิษทางอากาศ โดยเด็ก 0-5 ปี เสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศ 5.7 แสนคนต่อปี และกระทบต่อพัฒนาการและความสามารถในการรับรู้ ทั้งนี้ในปี 2561 พบว่ามีการเสียชีวิตจากมะเร็งปอด 1.8 ล้านคน และพบผู้ป่วยรายใหม่ 2.1 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ  11.6 ของผู้ป่วยรายใหม่ทั้งหมด

นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม ผู้แทนราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า คาดว่าเราต้องอยู่กับฝุ่นพีเอ็ม 2.5 อย่างน้อยอาจจะปลายเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนมีนาคม แต่สิ่งสำคัญคือประชาชนต้องระวัง 1.ประเมินตัวเองว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ เช่น คนมีโรคประจำตัว 2. ประเมินพื้นที่เสี่ยง อย่างไรก็ตาม ไม่อยากให้กังวลพื้นที่สีแดง สีส้ม มากเพราะอยู่ไม่กี่เดือน แต่หากอยู่เป็นปีก็เคยมีการศึกษาวิจัยพบว่า ในพื้นที่สีแดง หากอยู่ในพื้นที่ประมาณ 1 ชั่วโมงขึ้นไป เป็นเวลา 1 ปี  สีปอดจะเท่ากับคนสูบบุหรี่ 1 ซองในระยะเวลา 30 ปี ส่วนพื้นที่ส้มจะเท่ากับการสูบบุหรี่ครึ่งซองในระยะเวลา 30 ปี ทั้งนี้ร่างกายมีกระบวนการกำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายอยู่แล้ว แต่อาจจะกำจัดได้ไม่หมดหากได้รับในปริมาณมากและร่างกายไม่แข็งแรงพอ ส่วนการแจกหน้ากากควรแจกคนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง เช่น ตำรวจจราจร แม่ค้า คนขับรถรับจ้างประเภทต่างๆ

นพ.เกียรติ รักษ์รุ่งธรรม

“มีงานวิจัยในญี่ปุ่นพบว่าเด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบเมื่อได้รับมลพิษเยอะทำให้เป็นโรคปอดบวมมากขึ้น ดังนั้นโรงเรียนในพื้นที่เสี่ยงควรมีการประเมิน ให้เด็กอนุบาลและระดับประถมศึกษาตอนต้นเลื่อนเวลาการเข้าเรียน อาจจะเป็นช่วง 10 โมง” นพ.เกียรติ กล่าว

Advertisement

ด้าน นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าหน่วยวิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ขอให้ประชาชนประเมิน และปิดประตูหน้าต่างให้มิดชิดในช่วงที่ค่าฝุ่นละอองสูง เพราะการรับฝุ่นละอองขนาดเล็กระยะยาว ไม่ใช่แค่เกิดอาการแพ้ แต่ยังเสี่ยงทำให้เกิดโรคมะเร็ง และโรคสมองเสื่อม อัลไซเมอร์ เด็กมีพัฒนาการล่าช้า  เป็นต้น

นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ อุปนายกสมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรณีที่มีการส่งต่อข้อมูลการใช้ยา หรือสูตรอาหารต่างๆ สามารถกำจัดฝุ่นละอองได้ เช่น หญ้าดอกขาว มีงานวิจัยว่าช่วยในการเลิกบุหรี่ อาจจะมีกลไกช่วยได้ ซึ่งตนไม่ทราบ แต่ในทางการแพทย์ยังไม่มีการยืนยันว่ายาตัวไหนสามารถขับฝุ่นละออง หรือต่อต้านฝุ่นได้

นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์

น.ส.ช่อผกา วิริยานนท์ ผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายต้นไม้ในเมือง กล่าวว่า ต้นไม่เป็นเครื่องฟอกอากาศที่ดีของคนเมืองดังนั้นขอเรียกร้องให้มีการเพิ่มปริมาณต้นไม่ใหญ่ในเมืองโดย 1.ต้นไม้เดิมต้องมีใบเพื่อดูดซับสารพิษ ไม่ตัดจนเหลือแต่ตอ 2.อบรมรุกขกรในการตัดแต่งต้นไม่ให้ถูกต้อง ไม่ตัดกุด หลังอบรม 2-3 เดือนแล้วต้องดูว่าตัดต้นไม่ถูกต้องหรือไม่ หากยังตัดจนเหลือแต่ตอ ถือว่าทำลายเครื่องฟอกอากาศต้องลงโทษ 3.จัดทำแผนปลูกต้นไม้ใหญ่ให้อยู่ร่วมในสังคมเมืองได้