ศาลอาญาพิพากษาจำคุก 6 เดือน บริษัทรับจ้างผลิตเซรั่มรักเเร้ขาวสำนวนเเรกเครือเมจิกสกิน ปรับ 7.5หมื่น หลังอัยการฟ้องเเล้ว เมจิก-ตรีชฎา-หญิงย้วย ส่วนกลุ่มบริษัทนมเบอร์ไนท์ เลื่อนฟังคำสั่งเป็นวันที่ 28 ก.พ. ส่วนคดี ผัวเมียเจ้าของเมจิกสกินเเละเครือข่าย ไกล่เกลี่ย ไม่ลงตัวนัดตรวจพยานหลักฐาน มี.ค.นี้
เมื่อวันที่ 24 มกราคม ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยถึงควาบคืบหน้า ถึงการสั่งคดีสำนวนกลุ่ม บจก.เมจิกสกิน ภายหลังจากที่มีการยื่นฟ้องสำนวนเเรกไปเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2561 ว่าเมื่อวันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมา พนักงานสำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 ได้ยื่นฟ้อง บจก.เมจิกสกิน นายกร พวงสนและ นางวรรณภา พวงสน (สามีภรรยา) เป็นจำเลยที่ 1-3 ต่อศาลอาญาเป็หมายเลขคดีที่ 42/2562ในข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน,ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายเเก่ผู้อื่นหรือประชาชน,ร่วมกันผลิตเพื่อขาย รับจ้างผลิตขาย เเละขาย เครื่องสำอางปลอม (เครื่องสำอางที่ใช้ฉลากเเจ้งชื่อผู้ผลิตหรือเเหล่งผลิตที่มิใช่ความจริงเเละเครื่องสำอางที่เเสดงว่าเป็นเครื่องสำอางที่จดเเจ้งไว้ซึ่งมิใช่ความจริง)โดยไม่ได้รับการยกเว้นใดๆอันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย (เซรั่มทารักเเร้ตราตรีชฎา) ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดได้ให้การปฏิเสธ จำเลยทั้ง3ได้รับการประกันตัว เเละมีศาลนัดคู่ความไกล่เกลี่ยในเดียวกันนี้นั้น
ส่วนอีกสำนวนเป็นคดีที่พนักงานสำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 ยื่นฟ้อง บจก.เมจิกสกิน นายกร และ นางวรรณภา พวงสน (สามีภรรยา) เป็นจำเลย1-3 ในคดี อ.43/2562 ต่อศาลอาญา เมื่อวันที่ 8 มกราคม เช่นเดียวกัน(เกี่ยวกับสินค้าเซรั่มยี่ห้อ Mezzo ,สบู่ Mezzo ,อาหารเสริมคลีโอ,เเละอาหารเสริมชิโนบิ ) ในความผิดฐาน ร่วมกันผลิตเพื่อขาย เครื่องสำอางปลอม,เป็นผู้ร่วมกันผลิตเพื่อขายเครื่องสำอางจัดให้มีฉลากเเละเเสดงฉลากของเครื่องสำอางไม่ถูกต้องตามที่กฎหมายกำหนด เเละร่วมกันผลิตเครื่องสำอางไม่ตรงตามที่ได้จดเเจ้งเอาไว้อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย,ร่วมกันขายเครื่องสำอางปลอมเเละเครื่องสำอางที่เเสดงฉลากของเครื่องสำอางไม่ถูกต้องอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมาย, ร่วมกันผลิดเพื่อจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ควบคุมฉลากโดยเเสดงฉลากไม่ถูกต้องเเละร่วมกันผลิตอาหารปลอม อันเป็นการฝ่าฝืนต่อกฎหมาย,ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน,ร่วมกันนำเข้าระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จประการที่น่าจะเกิดความเสียหายเเก่ผู้อื่นหรือประชาชนเเละร่วมกันโฆษณาคุณประโยชน์ คุณภาพ เเละสรรพคุณอาหารโดยไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย
ในส่วนของที่มีการกล่าวหา นายพีร์นิธิ หรือนิน ติรณวัตถุภรณ์, นายกสิทธิ์ หรืออเล็กซ์ วรชิงตัน (หญิงย้วยเน็ตไอดอลผู้โฆษณาขายสินค้าออนไลน์) และนายไมยสิทธิ์ หรือไมย สว่างธรรมรัตน์ ทางพนักงานอัยการเศรษฐกิจฯ 1 ก็ได้นำตัวมายื่นฟ้องต่อศาลอาญาในวันที่ 17 มกราคมที่ผ่านมาเเล้วเช่นกัน
เเละในวันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมายังมีคดีหมายเลขดำ อ.44/2562ที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 ยื่นฟ้อง น.ส.ตรีชฎา ใจสบายในความผิดร่วมกันฉ้อโกงประชาชน , หลอกลวงนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนฯ หรือข้อมูลอันเป็นเท็จฯ ซึ่งการฟ้องดังกล่าวเป็นมูลเดียวกับที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 ได้ยื่นฟ้องไปเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2561 เเต่เนื่องจาก บริษัท ฮานิวโคเรีย จำกัด และ น.ส.ปาจรีย์ วงศ์สมบูรณ์ ที่โดนฟ้องในสำนวนเดียวกันได้กลับคำให้การรับสารภาพศาลจึงนัดฟังคำพิพากษาในส่วนของจำเลยที่รับสารภาพ ทางพนักงานอัยการสำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 จึงได้ยื่นฟ้องเฉพาะ น.ส.ตรีชฎาใหม่ในวันที่ 8 มกราคมด้วย
โดยนายประยุทธ กล่าวว่านอกจากคดีที่อยู่พนักงานสำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 2 ที่ได้ยื่นฟ้องไปเมื่อวันที่ 8 มกราคม ที่ผ่านมาเเล้ว
วันนี้ยังมีคดีที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากร 1 ได้นัดฟังคำสั่งในคดีที่ เลขรับอัยการที่ 77/2561 ที่ น.ส.ณภัคศิกา เจริญสุข กับพวกรวม216 คน กล่าวหา น.ส.มธุรส แดงสัมฤทธิ์ , บริษัท เบอไนซ์ จำกัด(ตัวแทนจำหน่าย Slim Milk Snow Milk) โดย น.ส.มธุรส , นางวรรณภา พวงสน หัวหน้าทีม , บจก.เมจิกสกิน , ว่าที่ ร.ต.ปวีร์ กลางประพันธ์ และบริษัท เนเจอร์ นิวทริ จำกัด เป็นผู้ต้องหาที่ 1-6 ในข้อหาร่วมกันผลิตหรือจำหน่าย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีการเเสดงฉลากไม่ถูกต้อง , ร่วมกันผลิตหรือจำหน่ายอาหารที่เเสดงฉลากเพื่อลวงผู้บริโภคซึ่งจัดเป็นอาหารปลอม,ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน,ร่วมกันนำข้อมูลปลอมเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งสำนวนที่นัดฟังคำสั่งในวันนี้ อธิบดีอัยการสำนักงานคดีเศรษฐกิจและทรัพยากรได้ตั้งคณะทำงานขึ้นพิจารณาสำนวนซึ่งขณะนี้ยังพิจารณาสำนวนยังไม่เเล้วเสร็จจึงให้เลื่อนนัดฟังคำสั่งอีกครั้งวันที่ 28 กุมภาพันธ์ นี้เวลา 09.00 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ บริษัท ฮานิวโคเรีย จำกัด และ น.ส.ปาจรีย์ วงศ์สมบูรณ์ ผู้บริหารบริษัทฮานิวฯที่ได้รับสารภาพอัยการได้เเยกฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำ อ.3691/2561 ฐานร่วมกันจ้างผลิตเครื่องสำอางไม่จดแจ้งรายละเอียดของเครื่องสำอางตามที่จดแจ้ง, ผู้รับจ้างผลิตเครื่องสำอาง ฉลากมีข้อความที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับเครื่องสำอาง , รับจ้างผลิตเครื่องสำอางปลอม ตาม พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2558 เเละมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2561 เป็นหมายเลขคดีเเดง อ.3781/2561 ให้ปรับบริษัท ฮานิวโคเรีย จำกัด เป็นเงิน75,000บาท เเละจำคุก น.ส.ปาจรีย์ เป็นเวลา6เดือนเเละโทษจำคุกให้รอลงอาญาไว้2 ปี ส่วนคดี ของน.ส.ตรีชฎา หลังจากสอบคำให้การเมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมาศาลนัดตรวจพนานหลักฐานอีกครั้งในวันที่ 11 มีนาคม เวลา 13.30 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานสำหรับสำนวนที่อัยการได้ยื่นฟ้อง นายกสิทธิ์ หรืออเล็กซ์ วรชิงตัน (หญิงย้วยเน็ตไอดอลผู้โฆษณาขายสินค้าออนไลน์) กับพวกรวม 3คนฐานร่วมกันฉ้อโกงเเละร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ,ร่วมกันนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์2550 มาตรา 3,14(1) เเละ ความผิดตาม พ.ร.บ.อาหารฯ มาตรา 4,5,41เเละ47 เเบะประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 เเละ 343 โดยศาลประทับรับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำ อ.152/2562 โดยศาลนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 11 มีนาคม เวลา 9.00 น.โดยพฤติการณ์ที่กล่าวหาจำเลยที้ง3 ระบุว่าระหว่างเดือนมิถุนายน 2560-กุมภาพันธ์ 2561 จำเลยกับพวกซึ่งมีเจตนาทุจริตร่วมกันฉ้อโกงด้วยการเเสดงข้อความอันเป็นเท็จเเละร่วมกันนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เผยแพร่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายจนมีผู้เสียหายหลงเชื่อจากดารโฆษณาทำให้พวกจำเลยได้รับเงินของผู้เสียเสียหายโดยทุจริต
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีที่พนักงานอัยการยื่นฟ้อง บ.เมจิกสกินกับนายกร เเละ นางวรรณภา พวงสน 2 สำนวนในคดีหมายเลขดำ อ.42,43/2562นั้น วันนี้ศาลอาญาก็ได้นัดคู่ความเพื่อสอบถามตามมาตรการณ์คุ้มครองสิทธิซึ่งปรากฎว่าจำเลยสองสามีภรรยาที่ได้รับประกันตัววงเงินคนละ 2ล้านบาทยืนยันให้การปฏิเสธคดีจึงเข้าสู่การพิจารณา เเละให้นัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 4 มีนาคม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนวนซึ่งอัยการสำนักงานคดีเศรษฐกิจฯ 1 ได้ยื่นฟ้อง นายกสิทธิ์ (หรือหญิงย้วยเน็ตไอดอลผู้โฆษณาขายสินค้าออนไลน์) กับพวกรวม 3 คน ในความผิดฐานร่วมกันฉ้อโกง และร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 , 343 ,ร่วมกันนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งเป็นความผิด ตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ พ.ศ.2550 มาตรา 3 , 14(1) , พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 4,5,41,47 นั้น โดยพฤติการณ์สรุปว่า ระหว่างเดือน มิ.ย.60 – ก.พ.61 จำเลยกับพวกซึ่งมีเจตนาทุจริตร่วมกันฉ้อโกงด้วยการแสดงข้อความอันเป็นเท็จ และร่วมกันนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์เผยแพร่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์อาหารที่ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย จนมีผู้เสียหายหลงเชื่อจากดาราโฆษณาทำให้พวกจำเลยได้รับเงินของผู้เสียเสียหายโดยทุจริต ซึ่งศาลอาญา ประทับรับฟ้องเป็นคดีหมายเลขดำ อ.152/2562 โดยนัดตรวจพยานหลักฐาน วันที่ 11 มี.ค.นี้ เวลา 09.00 น.
สำหรับคดีที่พนักงานอัยการยื่นฟ้อง บ.เมจิก สกินฯ กับนายกร และ นางวรรณภา พวงสน 2 สำนวนในคดีหมายเลขดำ อ.42,43/2562นั้น วันนี้ศาลอาญาก็ได้นัดคู่ความเพื่อสอบถามตามมาตรการณ์คุ้มครองสิทธิซึ่งปรากฏว่าจำเลยสองสามีภรรยาที่ได้รับประกันตัววงเงินคนละ 2ล้านบาทยืนยันให้การปฏิเสธคดีจึงเข้าสู่การพิจารณา และให้นัดตรวจพยานหลักฐานวันที่ 4 มี.ค.
ขณะที่คดี ซึ่งได้ยื่นฟ้อง บจก.เมจิก สกิน กับนายกร และนางวรรณภา พวงสน สามีภรรยา ไว้ 2 สำนวนนั้น ในคดีหมายเลขดำ อ.42/2562 คำฟ้องอัยการคดีเศรษฐกิจฯ 2 ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 5 ส.ค. 60 –15 ก.พ. 61 จำเลยทั้งสาม ร่วมกันผลิตเครื่องสำอาง เซรั่มยี่ห้อ “Mezzo หรือ เมสโซ่” และ “สบู่ยี่ห้อเมสโซ่” โดยจำเลยทั้งสาม ร่วมกันจดแจ้งการผลิตเพื่อขายเครื่องสำอางดังกล่าว ต่อสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ภายใต้ชื่อ บจก.เมจิกสกิน ซึ่งการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้จ้างบริษัท พี โอ เอส คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) ให้เป็นผู้ทำการผลิตเซรั่มยี่ห้อ “Mezzo หรือ เมสโซ่” โดยสบู่ยี่ห้อเมสโซ่ จำเลยทั้งสามได้ร่วมกันจดแจ้งการผลิตเมื่อวันที่ 2 พ.ย.60 ใช้ชื่อ (MEZZO FACIAL SOAP ACTIVE POLLUTION) โดยใช้ชื่อ บจก.เมจิก สกิน ซึ่งต่อมามีผู้เสียหายหลงเชื่อการโฆษณาหลอกลวงของจำเลยกับพวก และได้ส่งมอบเงินจำนวน 41,940 บาทให้กับพวกจำเลยหรือโดยผ่านตัวแทน เมื่อวันที่ 31 ม.ค.61 ซึ่งการกระทำของจำเลยทั้งสามเป็นการร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 343 , ร่วมกันนำเข้าข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือเป็นเท็จ ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3,14(1) , ร่วมกันโฆษณา คุณประโยชน์ คุณภาพ สรรพคุณอาหาร โดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2558 มาตรา 4 ,22 วรรคสอง (2)(3),26,29 (1),68,71,75,89 พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ.2522 มาตรา 4-6 (10) มาตรา 25(2),27(4),41,51,59,71
ส่วนคดีดำ อ.43/2562 อัยการคดีเศรษฐกิจฯ 2 ระบุพฤติการณ์จำเลยสรุปว่า ประมาณเดือน ก.พ.60 – เม.ย.61 จำเลยทั้งสาม กับ น.ส.ตรีชฎา และบจก.ฮานิว โคเรีย กับ น.ส.ปาจารีย์ วงศ์สมบูรณ์ จำเลยที่ 2-3 ในคดีอาญาหมายเลขแดง อ.3781/2561 ร่วมกันผลิตเพื่อขาย หรือรับจ้างผลิตเครื่องสำอางปลอม (ใช้ฉลากแจ้งชื่อผู้ผลิตหรือแหล่งผลิตที่ไม่ใช่ความจริง) โดยไม่ได้รับการยกเว้นใดใด ซึ่งจำเลยที่ 1-3 กับบจก.ฮานิว และน.ส.ปาจารีย์ ร่วมกันรับจ้างผลิตเครื่องสำอางตรีชฎา (Treechada Underarm Serum หรือเซรั่มรักแร้ขาว) จาก น.ส.ตรีชฎา ในลักษณะแบ่งหน้าที่กันทำ โดยนางวรรณภา จำเลยที่ 3 คดีนี้เป็นผู้ยื่นจดแจ้งการผลิตต่อ อย. ว่าผลิตโดย บจก.เมจิกสกิน ทั้งที่ความจริงแล้ว จำเลยทั้งสามได้จ้าง บจก.ฮานิวฯ กับ น.ส.ปาจารีย์ ให้ทำการผลิตเครื่องสำอางนั้น โดยจำเลยทั้งสามร่วมกันขายเครื่องสำอางที่ใช้ฉลากแจ้งชื่อผู้ผลิตและแหล่งผู้ผลิตที่ไม่ใช่ความจริง
จากนั้นระหว่างเดือน มี.ค.60 – 20ก.พ.61 จำเลยทั้งสาม และน.ส.ตรีชฎา ยังร่วมกันขายเครื่องสำอางตรีชฎา (Treechada Underarm Serum หรือเซรั่มรักแร้ขาว) ซึ่งร่วมกันขายเครื่องสำอางที่ได้ระบุชื่อผู้ผลิตและแหล่งผลิตที่ไม่ใช่ความจริง อันเป็นเครื่องสำอางปลอมตามกฎหมาย และเป็นกรณีที่เครื่องสำอางดังกล่าวมีการสวมใช้หมายเลขจดแจ้งการผลิตเพื่อขายเครื่องสำอาง หรือ เลข อย. ที่ฉลากบรรจุภัณฑ์สินค้าที่ไม่ตรงกับความจริง นอกจากนั้นจำเลยทั้งสาม ยังร่วมกันจดแจ้งสารสำคัญหรือส่วนประกอบที่ใช้เป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่ตรงกับฉลากในการจดแจ้ง ซึ่งจำเลยกับพวกที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้องร่วมกันขายเครื่องสำอางดังกล่าวให้กับผู้เสียหาย 4 คน รวมราคา 55,711,529 บาท อันเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.เครื่องสำอาง พ.ศ.2558 มาตรา 4,27(2),29(1)(4),75,76, พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 3,14(1) และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341,343

