วันที่ 25 มกราคม นายสนธิ คชวัช ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า จากสถานการณ์และธรรมชาติความเป็นอยู่ของประเทศไทยเวลานี้ กำหนดมาตรฐานการเกิดปริมาณฝุ่น พีเอ็ม 2.5 หรือ ฝุ่น 2.5 ไมครอน ไว้ที่ไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ถือว่าเหมาะสมดีแล้ว แต่ปีหน้า 2563 หรือเมื่อรถไฟฟ้าสร้างเสร็จ ค่ามาตรฐานก็คงต้องปรับเป็น 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งกลุ่มนักวิชาการก็จะเป็นผู้นำเสนอข้อมูลนี้ต่อคณะกรรมการควบคุมมลพิษให้ประกาศปรับเปลี่ยน
“เวลานี้เราอยู่ในฐานะของประเทศกำลังพัฒนา มีรายได้ปานกลาง ค่อนข้างสูง ความจริงที่เป็นอยู่ที่เราเห็นคือ มีการก่อสร้างมากมาย ทั้งตึก และรถไฟฟ้า โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ อย่างกรุงเทพฯ ปริมณฑล การกำหนดปริมาณการเกิดฝุ่นขนาด 2.5 ไมครอนไว้ที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ถือว่าเป็นมาตรฐานของกลุ่มประเทศเช่นนี้ เพราะหากไปใช้มาตรฐานที่ 25 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์ ในความเป็นจริงจะทำยากมาก เพราะมาตรฐานดังกล่าว มีประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศในยุโรป เช่น สวิตเซอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ รวมถึงญี่ปุ่น เท่านั้น แม้กระทั่งประเทศสหรัฐอเมริกา ยังใช้ค่ามาตรฐานที่ 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ทั้งนี้ ปัญหาที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานจะอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีสภาพวิกฤตทั้งปี เพราะเมื่อคิดค่าเฉลี่ยทั้งปีแล้ว ประเทศไทยทั้งประเทศมีปริมาณพีเอ็ม 2.5 อยู่ที่ 25-35 ไมโครกรัม ต่อลูกบาศก์เมตร อย่างไรก็ตาม เร็วที่สุด คือปีหน้า หรือไม่ก็เมื่อรถไฟฟ้าสร้างเสร็จ ค่ามาตรฐานฝุ่น พีเอ็ม 2.5 จะต้องปรับเป็น 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เพราะถือว่าเราได้รับรู้ และเตรียมการที่จะลดปริมาณมลพิษจากแหล่งกำหนดได้พอสมควรแล้ว” นายสนธิกล่าว
นายสนธิกล่าวว่า เดิมทีที่กำหนดเอาไว้ว่า เมื่อปริมาณฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เกิน 90 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ติดต่อกัน 3 วันเมื่อใด ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นนั้นๆ ประกาศให้เป็นเขตควบคุมเขตรำคาญ ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สาธารณสุข ฉบับที่ 3 /2560 ได้ทันที แต่วันนี้ได้เปลี่ยนแล้วเป็น 75-100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ซึ่งให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดว่าจะประกาศครอบคลุมพื้นที่บริเวณไหนอย่างไรบ้าง แต่เมื่อใดที่ตัวเลขขยับเกินกว่านี้ เป็นมากกว่า 100 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ จะเสนอนายกรัฐมนตรีให้พิจารณาใช้มาตรา 9 ใน พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพแวดล้อม พ.ศ.2535 ประกาศให้เป็นเขตควบคุมมลพิษทันที
“ที่เราค่อนข้างจะกังวลมากเวลานี้ก็คือ ความเจ็บป่วยของประชาชน เพราะในต่างประเทศ ทั้งอเมริกา ยุโรปบางประเทศกำหนดเอาไว้ว่าเมื่อใดที่ปริมาณ พีเอ็ม 2.5 เกิน 35 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตรเมื่อใด โรงเรียนจะต้องปิดทันที และเมื่อใดที่ขยับไปถึง 55.4 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ผู้มีปัญหาด้านสุขภาพ และเด็กๆ ห้ามออกจากบ้านมาอยู่กลางแจ้ง แต่เวลานี้บ้านเรายังไม่มีความชัดเจน จริงจังในเรื่องนี้ มีข่าวน่ากังวลว่า หลายโรงพยาบาลนั้น หอผู้ป่วยเด็ก มีคนไข้ล้น” นายนสนธิกล่าว
เมื่อถามว่า ปีนี้ทำไมสังคมจึงทั้งตื่นตัวและตื่นตระหนกกันมาก ในเรื่องฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ทั้งๆ ที่เมื่อปี 2561 นั้น ปริมาณฝุ่นสูงสุดสูงถึง 130 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ขณะที่ปีนี้ สูงสุดแค่ 110 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร เท่านั้น ผู้ทรงคุณวุฒิด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ กล่าวว่า ประเทศไทยเพิ่งจะมีเครื่องวัดตัวพีเอ็ม 2.5 เมื่อไม่นานนี้เอง โดยปี 2561 เพิ่งจะติดตั้งครั้งแรกแค่ 4 เครื่องเท่านั้น มาปี 2562 นี้ติดตั้ง ไปถึง 30 จุด และมีการเปิดเผยข้อมูลออกสู่สาธารณะอย่างไม่มีการปิดบัง ทำให้ประชาชนเกิดความตื่นตัวมากขึ้น บทเรียนในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง 2.5 ไมครอน ในช่วง อากาศปิดในปีนี้จะเป็นบทพิสูจน์ประสิทธิภาพและคุณภาพของคนในระบบราชการด้านสิ่งแวดล้อมและด้านสุขภาพในปีหน้า

