เมื่อเวลา 10.30น. วันที่ 25 มกราคม ที่ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. พล.ต.ต.อิทธิพล อิทธิสารรณชัย รอง ผบช.สตม. พล.ต.ต.พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผบก.สส.สตม. พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม.3 พร้อมด้วยตำรวจ บช.สตม. บช.ทท.และชุด ศอปส.ตร. แถลงผลการจับกุมขบวนการนำพาสปอร์ตปลอมหรือพาสปอร์ตที่มีการดัดแปลงมาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจประทับตราวีซ่าปลอม และจับกุมแก๊งชาวเมียนมาร์จำนวน 4 คน หลอกลวงชาติเดียวกันทำบัตรประจำตัวชาติกระเหรี่ยง
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เปิดเผยว่า สำหรับคดีแรกทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองได้มีมาตรการปิดล้อมตรวจค้นชาวต่างชาติที่พักหรืออยู่อาศัยในราชอาณาจักรไทย เกินกำหนดมาโดยตลอด จับกุมนางอันตา มิราย ลอว์ อายุ 34 ปี ซึ่งเป็นบุคคลต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย จากนั้นได้ทำการสืบสวนขยายผลรวบรวมพยานหลักฐาน กระทั่งขออนุมัติหมายจับเจ้าหน้าที่และขบวนการจัดหาหนังสือเดินทางและประทับตราตรวจอนุญาตเข้าประเทศโดยมิชอบด้วยกฎหมายต่อศาลอาญาคดีทุจริต
“ต่อมาศาลได้อนุมัติหมายจับจำนวน 6 คน ประกอบด้วย 1.ด.ต.วิทยากร สาราจันทร์ อายุ 39 ปี 2.ด.ต.เทพฤทธิ์ ยอแสง อายุ 47 ปี 3.ส.ต.ท.ศุภชัย สีมะสิงห์ อายุ 31 ปี 4.นายวิเชษฐ์ ทวีกายุจันทร์ อายุ 39 ปี 5.นายสมศักดิ์ บิลหรีม อายุ 44 ปี 6.นายวิคเตอร์ อดีโอลา อายุ 34 ปี สัญชาติไนจีเรีย ซึ่งทั้งหมดได้ทำการจับกุมตัวได้แล้ว นอกจากนี้ยังขยายผลจับกุมตัวชาวต่างชาติผิวสีอีก 5 คน คือนายโอลาวาเล ราอิมี่ อายุ 33 ปี สัญชาติไนจีเรีย นายโจนาส ซิลวา อายุ 39 ปี สัญชาติกีนีบิสเซา นายริเซส อองบอนน่า โอนู อายุ 44 ปี สัญชาติไนจีเรีย นายชาโพ ซูมา อายุ 37 ปี สัญชาติแอฟริกาใต้ และนายโอควาทาร่า เบน อิบราฮิม อายุ 21 ปี สัญชาติไอวอรี่โคสต์ ซึ่งกลุ่มนี้เข้ามาในประเทศไทยเป็นครูสอนภาษาและติดต่อกับกลุ่มลักลอบประทับตราอนุญาตเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าว
พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เปิดเผยอีกว่า สำหรับพฤติการณ์ของกลุ่มเจ้าหน้าที่และผู้ร่วมขบวนการดังกล่าวมีนายวิคเตอร์ อดิโอลา ทำหน้าที่เป็นเอเย่นต์ติดต่อดำเนินการประทับตราผิดกฎหมายเพื่อให้ชาวต่างชาติที่ลักลอบอยู่ในประเทศไทยสามารถอยู่ต่อได้โดยคิดค่าดำเนินการรายละ 3-4 หมื่นบาท จากนั้นจะติดต่อไปยังนายสมศักดิ์ บิลหรีม เพื่อติดต่อไปยังนายวิเชษฐ์ ทวีกายุจันทร์ เพื่อรวบรวมเงินค่าดำเนินการประทับตราอนุญาต หลังจากนั้นจะติดต่อไปยัง ด.ต.เทพฤทธิ์ ที่ทำหน้าที่เป็นผู้สั่งการและกระจายงาน ไปยังด.ต.วิทยากร สาราจันทร์ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองฝั่งขาเข้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และส.ต.ท.ศุภชัย สีมะสิงห์ เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองฝั่งขาออกท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อดำเนินการเสร็จก็จะส่งผ่านระบบขนส่งเอกชน กลับไปให้นายวิคเตอร์เพื่อส่งให้กับชาวต่างชาติที่มาว่าจ้างอีกทอดหนึ่ง นอกจากนี้จากการสืบสวนทราบว่านายสมศักดิ์ และนายวิเชษฐ์ ได้รู้จักกับด.ต.เทพฤทธิ์ ยอแสง ขณะช่วยงานตำรวจตม. ที่ด่านสะเดา จ.สงขลา

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ทำการสืบสวนสอบสวนขยายผลจับกุมขบวนการดังกล่าวทั้งหมดแล้ว หลังจากนี้ได้สั่งการกำชับให้เจ้าหน้าที่หาข้อมูลเพื่อทำการติดตามจับกุมกลุ่มขบวนการลักษณะนี้เพิ่มเติม ในส่วนขั้นตอนดำเนินคดีแยกออกเป็น 2 ส่วน
“ส่วนของเจ้าหน้าที่จะให้ออกจากราชการไว้ก่อนและดำเนินคดีกฎหมายอาญาในฐานความผิดเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มาตรา 157 เป็นเจ้าพนักงานเรียกรับหรือยอมจะรับสินบน ม.149 เป็นคนกลางเรียกรับสินบน มาตรา 143 ให้สินบนแก่เจ้าพนักงาน มาตรา 144 ส่วนของพลเรือนจะดำเนินการแจ้งข้อหา เป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานในการเรียกรับสินบน มาตรา 143,86 และส่งพนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง ดำเนินคดีต่อไป”ผบช.สตม.กล่าว
พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ เปิดเผยว่า รายคดีที่สองการจับกุมสืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 19 มกราคม ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ประวิทย์ ศิริธร ผกก.2 บก.สส.สตม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนว่ามีกลุ่มคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมาได้ชักชวนเพื่อนชาวเมียนมาที่อยู่ในประเทศไทยโดยผิดกฎหมายทำบัตรประจำตัวชาวกระเหรี่ยงในราคา 5,600 บาท อ้างว่าบัตรดังกล่าวสามารถแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้โดยจะไม่ถูกจับกุมและสามารถใช้แทนใบอนุญาตทำงานได้ จึงเกิดหลงเชื่อทำบัตรดังกล่าวไปแล้วจำนวนหนึ่ง หลังจากรับเรื่องดังกล่าวมาได้สั่งการให้ กก.2 บก.สส.สตม. ลงพื้นที่สืบสวนกระทั่งทราบว่าแก๊งชาวเมียนมาที่รับทำบัตรประจำตัวชาวกะเหรี่ยงได้เช่าห้องพักอยู่ย่านแสมดำจึงประสานไปยัง สน.แสมดำ เพื่อวางแผนเข้าตรวจค้น
ต่อมาเมื่อวันที่ 23มกราคม ได้เข้าตรวจค้นห้องพักเลขที่ 79 ซอยสะแกงาม 36 ถนนสะแกงาม แขวงแสมดำ เขตบางขุนเทียน กรุงเทพฯ เมื่อเปิดเข้าไปภายในห้องพบชาวเมียนมา 4 คน ประกอบด้วยนายโม ซอ อายุ 38 ปี น.ส.นาน อเย เง อายุ 24 ปี นายซอ ฮ่อง เนียง อายุ 39 ปี และนายซอ ทาน อายุ 30 ปี ซึ่งทั้งหมดกำลังรวมกันพิมพ์บัตรประจำตัวชาวกะเหรี่ยงโดยใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องปริ้นเตอร์พิมพ์บัตรพลาสติกแข็งอยู่และอีกส่วนกำลังจัดเรียงบัตรใส่ซองพลาสติกอยู่จึงนำกำลังเข้าจับกุม พร้อมกับตรวจยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง เครื่องปรินเตอร์ 1 เครื่อง เครื่องตัดกระดาษ เครื่องพิมพ์ลายน้ำหน้าบัตร บัตรประจำตัวกะเหรี่ยงที่ทำเสร็จแล้ว 80 ใบ โทรศัพท์มือถือ สมุดบัญชีธนาคาร เครื่องวิทยุสื่อสารแบบตั้งโต๊ะและพกพา เสาส่งสัญญาณวิทยุสื่อสารขนาด 350 วัตต์ 1 ต้น จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมดให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ทั้งนี้การดำเนินคดีได้แจ้งข้อหา ร่วมกันมีและใช้ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมกับขึ้นบัญชีดำและจะทำการขยายผลเพื่อเอาผิดในส่วนอื่นก่อนคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.แสมดำ ดำเนินคดีและผลักดันออกนอกประเทศต่อไป


