มข.แจงงบประมาณก่อสร้างนกหัสดีลิงค์รวมงานศิลป์ 3 ล้าน พร้อมขอที่ดิน 300 ไร่ สร้างโรงพยาบาล-อนุสรณ์สถานหลวงพ่อคูณถาวร
เมื่อวันที่ 25 มกราคม ที่ศูนย์ประชุมกาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข.) รศ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มข. กล่าวถึงการบริหารจัดการเงินบริจาคเข้ากองทุนหลวงพ่อคูณ ซึ่งได้จัดทำขึ้นตามที่ระบุไว้ในพินัยกรรมของพระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ) นอกเหนือจากการบริจาคร่างกายเพื่อใช้เป็นประโยชน์สำหรับการศึกษา
รศ.ชาญชัย อธิบายว่า ตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา มียอดเงินบริจาคเข้าสู่มูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ และกองทุนหลวงพ่อคูณ รวมแล้วกว่า 50 ล้านบาท และได้มีการนำใช้ไปสำหรับจัดเตรียมงานพิธีฌาปนกิจ รวมถึงจะนำไปใช้ในการจัดสร้างอนุสรณ์สถานหลวงพ่อคูณ ภายในพุทธมณฑลอีสาน ซึ่งได้ลงทุนไปกว่าหลายสิบล้านบาท เพื่อตอกเสาเข็มและเริ่มดำเนินโครงสร้างพื้นฐานไปแล้วบางส่วน โดยได้นำเงินมูลนิธิออกไปก่อน จากนั้นหากมีผู้บริจาคมาเพิ่มเติมก็จะนำเงินคืนเข้าบัญชีกองทุนหลวงพ่อคูณ เพื่อนำไปใช้จ่ายสำหรับพระสงฆ์ที่เจ็บป่วยตามเจตจำนงค์ของท่าน
“ยันได้ว่า กองทุนส่วนนี้มีความโปร่งใส เพราะเป็นกองทุนสาธารณะกุศล มีการตั้งกรรมการตรวจสอบควบคุม โดยมีผมเป็นประธาน และอธิการบดีมหาวิทยาลัยเป็นที่ปรึกษา ซึ่งจะมีลูกศิษย์หลวงพ่อคูณ 3 คนเป็นกรรมการร่วมกันกับเราอีก 7-8คนด้วย ซึ่งผู้บริจาคสามารถขอใบเสร็จไปใช้ในการลดหย่อนภาษีได้ 1 เท่า”
รศ.ชาญชัย กล่าวต่อถึงงบประมาณในการก่อสร้างนกหัสดีลิงค์และงานศิลป์สัตว์ป่าหิมพานต์ทั้ง 32 ตัว รอบบริเวณฌาปนสถานชั่วคราวทั้งหมด ว่ามีมูลค่ารวมแล้วกว่า 3 ล้านบาท โดยทั้งหมดนี้เป็นค่าวัสดุทั้งสิ้น เนื่องจากศิลปินผู้ออกแบบไม่คิดค่าตัว พากันมาด้วยศรัทธาจากหลายพื้นที่ และเมื่อเสร็จสิ้นพิธีถวายพระเพลิงแล้ว จะนำสัตว์ป่าหิมพานต์ไปติดตั้งอนุสรณ์สถานต่อไป ไม่เผาทำลายไปพร้อมกับเมรุลอย นอกจากนี้ จะมีการดำเนินการขอใช้ที่ดินบริเวณดังกล่าวรวม 15 ไร่ ใช้เป็นที่ราชพัสดุตามกฎหมายที่ดิน เป็นการถาวร เพื่อใช้เป็นประโยชน์กับมหาวิทยาลัย ส่วนหนึ่งเพื่อก่อสร้างอนุสรณ์สถานหลวงพ่อคูณ ไว้เป็นที่เคารพสักการะของบุคคลากรและประชาชน โดยมีงบประมาณตั้งต้นราว 50 ล้านบาท ขณะที่ผืนดินในบริเวณอีกกว่า 300 ไร่ ก็จะทำการก่อสร้างโรงพยาบาลศรีนครินทร์แห่งที่ 2 เป็นสถานที่จัดสอนนักศึกษาแพทย์และวิทยาศาสตร์สาธารณสุข ตามประสงค์ของหลวงพ่อคูณ
รศ.ชาญชัย กล่าวทิ้งท้ายว่า อย่างไรก็ตาม ได้มีประชาชนบางส่วนที่ใช้ผืนดินดังกล่าวเป็นที่ทำกินได้ร้องเรียนไปยังสำนักนายกรัฐมนตรีเพราะได้รับผลกระทบ ทางเราก็จะชะลอการก่อสร้างออกไปก่อนจนกว่าจะสามารถเจรจากันได้ ซึ่งทั้งหมดจะดำเนินไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

