ปลดโซ่ตรวน!  ผู้ป่วยจิตเภทกว่า 4 แสนคน แพทย์ย้ำรักษาได้ ขออย่าตีตรา

12.05.16 | 14:25 น.

เมื่อวันที่  12 พฤษภาคม  นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต แถลงข่าวเนื่องในวันโรคจิตเภท ซึ่งตรงกับทุกวันที่ 24 พฤษภาคมของทุกปี  ว่า  ทั่วโลกมีผู้ป่วยด้วยโรคนี้ถึง 26 ล้านคน และเกือบร้อยละ 90 ของผู้ป่วยที่อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา ไม่สามารถเข้าถึงการบำบัดรักษา ส่งผลต่อการทำงานของสมองและการหายขาดของโรค มักพบในช่วงปลายวัยรุ่นหรือวัยผู้ใหญ่ อายุระหว่าง 15-35 ปี สำหรับประเทศไทย โรคจิตเภทเป็นทางจิตที่พบมากที่สุด  ซึ่งจากรายงานของกรมสุขภาพจิต คาดว่ามีผู้ป่วยโรคจิตเภท   จากรายงานของกรมสุขภาพจิต คาดว่ามีผู้ป่วยโรคจิตเภทซึ่งเป็นผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านอารมณ์ พฤติกรรมและความคิดผิดปกติ จำนวน 412,394 ราย  ซึ่งมีเพียง  249,139 ราย  หรือประมาณร้อยละ  61 เท่านั้น ที่เข้าถึงบริการ  ได้รับการวินิจฉัยและรักษา

“ขอย้ำได้ย้ำว่า โรคจิตเภท สามารถรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพให้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ เส้นทางสู่การหายป่วย คือ 1.ตรวจพบแต่เนิ่นๆ รักษาให้เร็วและต่อเนื่อง 2.ได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว ชุมชน และสังคม มีสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ที่มั่นคง มีระเบียบ และสงบ มีคนพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์และความรู้สึกแก่กันได้3.ได้ทำกิจกรรมที่มีความหมายต่อชีวิต ได้แก่ การเรียน งานอาชีพ งานอดิเรก และ 4.ดูสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา ใช้สารเสพติด ซึ่งเหล่านี้จะช่วยให้อาการหายไปโดยเร็ว นำไปสู่การดำเนินชีวิตตามความคาดหวังและวาดฝันไว้ได้ โดยในวันที่ที่ 14 พฤษภาคมนี้ กรมสุขภาพจิตกำหนดจัดกิจกรรมรณรงค์ ในประเด็น “ชีวิตที่มีความหวังและความหมาย : Hope and Meaning of Life”ณ ลานคริสตัล คอร์ท ศูนย์การค้าสยามพารากอน ชั้น M เพื่อรณรงค์ให้สังคมและประชาชนเห็นถึงความสำคัญ เกิดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคจิตเภท การดูแลรักษา การเข้าให้ถึงบริการ” นพ.เจษฎา กล่าว

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า  “โรคจิตเภท”เป็นโรคเรื้อรังที่สามารถรักษาได้ ไม่ใช่โรคที่น่ากลัว เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของสมอง อาจเกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมอง หรือความผิดปกติจากพันธุกรรม การปรากฏอาการของโรคอาจถูกกระตุ้นจากภาวะความกดดันทางร่างกายและจิตใจ รวมทั้งการเสพสารเสพติด “สัญญาณเตือน เช่น ไม่สนใจตัวเอง บางครั้งนั่งนิ่งไม่เคลื่อนไหว มีความคิดผิดเพี้ยนจากความเป็นจริง มีอาการหลงผิด คิดว่าคนอื่นจะมาทำร้าย มีอาการประสาทหลอน หูแว่ว ได้ยินเสียงคนมาสั่งให้ทำโน่นทำนี่ ได้ยินคนมาพูดคุยกับตน ทั้งๆ ที่ความจริง   ไม่เป็นเช่นนั้น รวมทั้งเห็นภาพหลอน  ซึ่งหากสงสัยว่า ตัวเองหรือผู้ใกล้ชิดมีอาการดังกล่าว สามารถปรึกษาสายด่วนสุขภาพจิต1323 หรือรีบปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการบำบัดรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่เริ่มแรก  อย่างไรก็ตาม  การรักษาที่สำคัญ คือ  การทานยา แต่ต้องทานอย่างต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นอาการอาจกำเริบได้ รวมทั้งไม่ควรดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือความเครียดก็กระตุ้นอาการได้เช่นกัน

“ภายใต้ พ.ร.บ.สุขภาพจิต พ.ศ. 2551 หากพบเห็นผู้ที่มีอาการทางจิตที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสาธารณะ สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ รพ. เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง หรือสถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ./1669) เพื่อขอความช่วยเหลือในการนำส่ง รพ.   ได้ทันที ขณะเดียวกัน การจะส่งต่อหรือเผยแพร่ภาพหรือข้อมูลใดๆ ของผู้ป่วยไม่ว่าจะด้วยช่องทางหรือวิธีใดก็ตาม ต้องระมัดระวังและไม่ควรทำอย่างยิ่ง ซึ่งหากผู้ใดฝ่าฝืน มีบทลงโทษ จำคุกและปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ เนื่องจากผู้ป่วยจิตเวชมีสิทธิคุ้มครองให้ได้รับการบำบัดรักษา รวมทั้งสิทธิคุ้มครองในการเปิดเผยข้อมูล นอกจากนี้ อยากขอให้สังคมอย่ามองว่าผู้กระทำผิดอาชญกรรม เป็นผู้ป่วยจิตเภทเสียหมด เพราะเป็นการตีตราผู้ป่วย และความจริงผู้ป่วยจิตเภทก่ออาชญากรรมมีไม่ถึง 5 % ” พญ.พรรณพิมล กล่าว และว่า อยากให้ทุกคนร่วมกันปลดโซ่ตรวนผู้ป่วยจิตเภท อย่ามองพวกเขาแปลก เพราะการรักษาอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะครอบครัวที่มีความเข้าใจจะช่วยได้อย่างมาก

 

Advertisement