เมื่อวันที่ 30 มกราคม ที่รพ.ศิริราช นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วยผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล ประจำปี 2561 ได้แก่ ศ.นพ.ไบรอัน เจ. ดรูเคอร์ ศาสตราจารย์อายุรศาสตร์ และผอ.สถาบันมะเร็งไนท์ มหาวิทยาลัยการแพทย์และวิทยาศาสตร์แห่งโอเรกอนสหรัฐอเมริกา ศ. แมรี่ แคลร์ คิง ศาสตราจารย์เวชพันธุศาสตร์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ทั้ง 2 เป็นผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสาขาการแพทย์ และศ.นพ.จอห์น ดี. คลีเมนส์ ผอ.บริหารศูนย์วิจัยโรคท้องร่วงนานาชาติ ประเทศบังคลาเทศ และศาสตราจารย์วุฒิคุณระบาดวิทยา มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส สหรัฐอเมริกา ศ.นพ.ยอน อาร์. โฮล์มเกรน ศาสตราจารย์จุลชีววิทยาการแพทย์ และผอ.สถาบันวัคซีนแห่งมหาวิทยาลัยโกเธนเบิร์ก ประเทศสวีเดน โดยทั้ง 2 เป็นผู้ได้รับพระราชทานรางวัลสาขาการสาธารณสุข ได้ร่วมให้สัมภาษณ์ในช่วงพบสื่อมวลชน
ศ.นพ.ไบรอัน กล่าวว่า การพัฒนายาอิมาทินิบ ซึ่งเป็นหนึ่งในยาต้นแบบของการรักษาโรคมะเร็งแบบมุ่งเป้าใช้ในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดซีเอ็มแอล ซึ่งพบว่าผู้ป่วยที่ได้ยาสม่ำเสมอสามารถลดความรุนแรง อัตราการเสียชีวิต และพิการได้ แต่หากไม่ได้รับยาอิมาทินิบผู้ป่วยจะมีอาการหนักจนถึงเสียชีวิตภายใน 3 ปี ทั้งนี้ จากศึกษาวิจัยดังกล่าวนำไปสู่ การสร้างองค์ความรู้ในการพัฒนาวิธีการรักษาแบบมุ่งเป้ารักษาโรคมะเร็งชนิดอื่น ๆ อีกจำนวนมาก เป็นการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดในวงกว้างให้ดีขึ้นอีกด้วย
ศ.แมรี่ กล่าวว่า การศึกษาค้นคว้าด้านยีนพันธุกรรมที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งเต้านมในสตรี ซึ่งการค้นดังกล่าวได้นำไปสู่การพัฒนาชุดตรวจมะเร็งเต้านมด้วยการตรวจยีน ทำให้สามารถคัดกรองคนทั่วไปที่มีความเสี่ยงและวางแผนการเฝ้าระวังโรคมะเร็งที่มีประสิทธิภาพ
ด้าน ศ.นพ.จอห์น กล่าวถึงการค้นคว้าวิจัย และพัฒนาวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรคชนิดรับประทาน ร่วมกับ ศ.นพ.ยอน ทั้งนี้อหิวาตกโรคเป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียในทางเดินอาหารที่มีการระบาดจนมีผู้เสียชีวิตหลายล้านคนทั่วโลกโดยเฉพาะในทวีปเอเชีย และทวีปอเมริกา แต่จากการศึกษาวิจัยวัคซีนป้องกันอหิวาตกโรคชนิดรับประทานให้ประสิทธิผลในการดูดซึมที่สูงกว่าวัคซีนชนิดฉีด
ขณะที่ นพ.ยอน กล่าวว่าในการค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับภูมิต้านทานในการป้องกันอหิวาตกโรคชนิดไอจีเอ ซึ่งสร้างขึ้นที่เยื่อบุทางเดินอาหาร ผลการศึกษาวิจัยดังกล่าวประกอบกัน แสดงให้เห็นว่า วัคซีนชนิดรับประทานนั้นมีประสิทธิภาพในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันอหิวาตกโรคมากกว่าวัคซีนชนิดฉีด และนำเสนอผลการวิจัยแกองค์การอนามัยโลกเมื่อประมาณปี 2513 ทำให้องค์การอนามัยโลกตัดสินใจประกาศยุติการใช้วัคซีนป้องกันอหิวาตกโรคชนิดฉีด และเปลี่ยนมาเป็นวัคซีนชนิดรับประทาน


