อัยการประสานดีเอสไอขอหมายจับ หลังไร้เงาบิดา”ศิธา”ผู้ต้องหาคดีฟอกเงินกรุงไทย

30.01.19 | 17:56 น.
แฟ้มภาพ

ไร้เงา”มานพ ทิวารี”หลังอัยการนัดส่งตัวฟ้องคดีฟอกเงินกรุงไทย รองโฆษกอัยการเผยวันนี้ไม่มา ประสานดีเอสไอขอหมายจับต่อไป


เมื่อวันที่ 10.00 น.ที่ชั้น 10 สำนักงานอัยการคดีพิเศษ สำนักงานอัยการสูงสุด ถนนรัชดาภิเษก พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 นัดส่งฟ้อง นายมานพ ทิวารี บิดาของ น.ต.ศิธา ทิวารี อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ในข้อกล่าวหา ร่วมกันฟอกเงินและสมคบกันฟอกเงินรับโอนเงินที่ได้จากการอนุมัติสินเชื่อระหว่าง ธ.กรุงไทยฯ กับกลุ่มกฤษดามหานครโดยมิชอบ ภายหลังจากที่พนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ4ได้มีความเห็นให้สั่งฟ้องคดีไปก่อนหน้านี้

โดยในช่วง 17.00 น.นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยในวันนี้ซึ่งเป็นวันนัดฟังคำสั่งเเละส่งตัวฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลอาญาทุจริตเเละประพฤติมิชอบกลาง ปรากฎว่าในวันนี้ นายมานพ ผู้ต้องหายังไม่ได้เดินทางมาพบพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ4 โดยส่งผู้รับมอบอำนาจมาขอเลื่อนการฟังคำสั่งคดีเเละส่งตัวฟ้องไปก่อน เนื่องจากขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการร้องขอความเป็นธรรมต่ออัยการสูงสุดอยู่จึงขอให้รอฟังคำสั่งของอัยการสูงสุดก่อน ซึ่งคณะทำงานอัยการคดีพิเศษพิจารณาเเล้วเห็นว่าผู้ต้องหาอ้างเหตุการขอเลื่อนคดีมาหลายครั้งเเละการที่ผู้บังคับบัญชายังไม่มีการเปลี่ยนเเปลงความเห็นเเละคำสั่งทำให้ไม่มีเหตุต้องรอ ซึ่งคณะทำงานอัยการคดีพิเศษพิจารณาเเล้วมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนการฟังคำสั่งออกไปเนื่องจากผู้ต้องหามีพฤติกรรมขอเลื่อนการฟังคำสั่งคดีออกไปหลายครั้งเเล้วโดยหลังจากนี้ทางอัยการสำนักงานคดีพิเศษจะมีหนังสือไปยัง กรมสอบสวนคดีพิเศษให้ไปดำเนินการติดตามตัวผู้ต้องหามาให้อัยการส่งฟ้อง หากยังไม่ได้ตัวมาให้ดำเนินการขออนุญาตศาลออกหมายจับตัวผู้ต้องหามาให้อัยการส่งฟ้องต่อศาลต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีร่วมกันฟอกเงินกรุงไทย ดังกล่าว ก่อนหน้านี้คณะทำงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษได้มีความเห็นสั่งฟ้องนายมานพ พร้อมกับนางกาญจนาภา หงษ์เหิน (เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี) และนายวันชัย หงษ์เหิน (สามีของนางกาญจนาภา) ซึ่งนางกาญจนาภา และ นายวันชัย สามี หลบหนีไม่มาตามนัดส่งตัวฟ้องของอัยการไปก่อนหน้านี้ พนักงานอัยการคดีพิเศษก็ได้มีการประสานไปยังดีเอสไอเพื่อขออำนาจศาลออกหมายจับเเล้วเช่นกัน

Advertisement

ในส่วนของนายมานพนั้นก่อนหน้านี้เคยได้ขอเลื่อนการฟังคำสั่งของอัยการไปเเล้ว 3 ครั้งเเละยังได้ยื่นร้องขอความเป็นธรรมต่อผู้บริหารสำนักงานอัยการสูงสุด แต่คณะทำงานอัยการพิจารณาแล้วก็มีความเห็นยืนยันสั่งให้ฟ้อง โดยอัยการกำหนดนัดให้นายมานพ มาพบอัยการในวันนี้ซึ่งคดีสมคบฟอกเงิน ที่เกี่ยวกับการโอนและรับโอนเงินซึ่งเกี่ยวข้องการทุจริตปล่อยกู้ของ ธ.กรุงไทยฯ กับเครือข่ายธุรกิจกฤษดามหานครนั้น ก่อนหน้านี้ อัยการได้ยื่นฟ้องไปแล้ว 2 สำนวน สำนวนแรกส่วนของผู้โอน คือกลุ่มธุรกิจกฤษดามหานคร ซึ่งได้ยื่นฟ้องนายวิชัย กฤษดาธานนท์ อายุ 79 ปี ผู้บริหารกฤษดามหานคร กับพวกรวม 6 คนต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2561 เป็นคดีหมายเลขดำ อท.214/2561 ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ฯ มาตรา 4 , 5 , 9 , 60 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 และ 91 จากกรณีระหว่างวันที่ 11 กันยายน 2546 –ธันวาคม 2547 เมื่อมีการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อของธ.กรุงไทยฯ ผู้เสียหายให้กับ บมจ.กฤษดามหานครและบริษัทในเครือโดยมิชอบแล้ว จำเลยกับพวกอีกหลายคนสมคบกันฟอกเงินที่ได้รับการอนุมัติสินเชื่อโดยมิชอบ จำนวน 10,400,000,000 บาท (หนึ่งหมื่นสี่ร้อยล้านบาท) นั้น ซึ่งปัจจุบันกลุ่มนายวิชัย ผู้บริหารกฤษดามหานคร ก็ยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำฯ

สำนวนที่ 2 กลุ่มรับโอนเงิน ที่ยื่นฟ้อง นายพานทองแท้หรือโอ๊ค ชินวัตร (บุตรชายคนโตอายุ 38 ปีของอดีตนายกฯทักษิณ) ในความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 5 , 9 , 60ฐานสมคบฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินรับโอนเช็ค 10 ล้านบาท เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2561 ซึ่งศาลประทับรับฟ้องไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อท.245/2561 และได้นัดตรวจเอกสารหลักฐานต่อเนื่องในเดือน มกราคม 2562 – เมษายน 2562 โดยจะนัดตรวจหลักฐานทั้งหมดให้เสร็จสิ้นในวันที่ 25 มิถุนายน นี้ ขณะที่ “โอ๊ค-พานทองแท้” ได้ประกันตัวไปด้วยหลักทรัพย์เงินสด 1 ล้านบาท ซึ่งศาลกำหนดเงื่อนไขห้ามออกนอกประเทศเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากศาล