เมื่อวันที่ 31 มกราคม ที่สำนักงานประกันสังคม (สปส.) น.ส.อำพันธ์ ธุววิทย์ รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงานประกันสังคม (สปส.) แถลงข่าวกรณีการจ่ายประโยชน์ทดแทนเงินสงเคราะห์บุตร ว่า จากการที่ สปส.ได้ปรับเพิ่มเงินสงเคราะห์บุตรจาก 400 บาท เป็น 600 บาท และเพิ่มจำนวนสงเคราะห์บุตรจาก 2 คน เป็น 3 คน ให้กับผู้ประกันตนที่มีบุตรตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 6 ปี ตามกฎกระทรวง เรื่อง การจ่ายประโยชน์ทดแทนในกรณีสงเคราะห์บุตร พ.ศ.2561 เมื่อ 25 ธันวาคม พ.ศ.2561 ซึ่งวันนี้เป็นวันแรกที่โอนเงินอัตราใหม่ และจะมีผลย้อนหลังถึงวันที่ 1 มกราคม 2561
น.ส.อำพันธ์ แถลงอีกว่า ในการจ่ายเงินสงเคราะห์บุตรการจ่ายเงินของ สปส. ผู้ประกันตนมีสิทธิตั้งแต่เดือนมกราคมถึงธันวาคม 2561 จะได้เงิน 2,400 บาท และบวกเดือนมกราคม 2562 อีก 600 บาท รวมเป็นเงิน 3,000 บาท
“แต่การจ่ายเงินเป็นรายเดือน รวมเดือนมกราคม จะเป็น 13 เดือน แต่เงินในเดือนมกราคม ยังไม่เข้าบัญชี เนื่องจากต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่มีอยู่ โดยต้องตรวจสอบสิทธิก่อน 2 เดือน ตามขั้นตอน ยกตัวอย่าง ยื่นขอเดือนมกราคม และใช้เวลาตรวจสอบสิทธิอีก 2 เดือน เงินจะเข้าสิ้นเดือนเมษายน ซึ่งเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ปี 2557 ดังนั้น ณ เดือนมกราคม 2562 ก็จะได้ 9 งวด เพราะงวดเดือนมกราคม 2561 จะได้รับเงินในเดือนเมษายน 2561 คือต้องใช้เวลาตรวจสอบ 2 เดือน ดังนั้น แม้ในแต่ละเดือนจะไม่ได้รับตรงเดือน แต่หากรวมทั้งหมด ผู้ประกันตนจะได้เงินย้อนหลังครบเดือนมีนาคม 2562” น.ส.อำพันธ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ผู้ประกันตนบางคนได้รับเงินสงเคราะห์บุตรไม่เท่ากัน เป็นเพราะสาเหตุใด โฆษก สปส. กล่าวว่า บางคนได้รับไม่เต็ม 3,000 บาท อาจได้ 1,200-1,400 บาท นั้น อาจเป็นเพราะมีการลาออกจากการเป็นผู้ประกันตน เช่น หากลาออกไปเดือนสิงหาคม เท่ากับจ่ายเงินสมทบไม่ครบ ซึ่งจะมีผลให้ได้รับเงินไม่เต็มจำนวน เพราะลาออกไปก่อน ก็จะได้รับเงินย้อนหลังเดือนสิงหาคมไปจนถึงเดือนมกราคมเท่านั้น ส่วนอีก 6 เดือนที่เหลือ จะไม่ได้รับ เพราะพ้นสภาพการเป็นผู้ประกันตนแล้ว นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุจากกรณีลาออกไปแล้ว ไม่ได้ส่งเงินสมทบ แต่กลับมาทำงานต่อ ช่วงที่ลาออกเท่ากับขาดช่วงส่งเงินสมทบไป อย่างไรก็ตาม หากสงสัยสามารถสอบถามได้ที่สายด่วน 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง

