เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 31 มกราคม เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมด้านผู้หญิง เด็ก และครอบครัว จัดเวทีเสวนาคัดค้านร่าง พ.ร.บ. ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ… ที่ห้องประชุมชั้น 3 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ภายหลังจากที่เครือข่ายได้ยื่นจดหมายคัดค้าน ร่างพ.ร.บ.แก่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ไปเมื่อวันที่ 29 มกราคม เพื่อให้สนช.ยุติการพิจารณากฎหมายฉบับดังกล่าว รอฟังเสียงจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลังได้รัฐบาลจากการเลือกตั้ง

นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า ในยุคปัจจุบัน ประเทศไทยมีการออกกฎหมายหลายฉบับที่ให้สิทธิผู้หญิง เป็นสากล ไปตามหลักการของ อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ หรือ ซีดอว์ เช่น ข้อกำหนดกรุงเทพฯ แต่กับพ.ร.บ.ฉบับนี้ ไม่ได้เน้นการให้สิทธิกับผู้หญิงผู้ถูกกระทำเช่นนั้น เพราะเน้นการประนีประนอม ไกล่เกลี่ย ให้กลับไปเป็นครอบครัว ทำให้ผู้หญิงกลับไปถูกกระทำความรุนแรงซ้ำ อย่างที่สหประชาชาติได้ท้วงติงมาว่า การลงโทษผู้กระทำความผิดในคดีความรุนแรงในครอบครัวน้อย เน้นประนีประนอม และทำให้ผู้หญิงเสียสิทธิการมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย ทั้งนี้แม้ว่าในขั้นตอนการประชุมจะเปิดโอกาสให้องค์กรสตรีเข้าไปร่วมฟังในฐานะผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ไม่ให้เป็นคณะกรรมการวิสามัญ ทำให้ไม่มีโอกาสลงคะแนนแก้ไขใดๆได้ ส่วนสำคัญคือ พ.ร.บ.ใหม่นี้ ให้อำนาจกับกระทรวงพม.ในการแก้ปัญหา จากที่เป็นตำรวจในพ.ร.บ.เดิม ซึ่ง น่าเป็นห่วงว่าพม.จะมีศักยภาพในการดูแลเรื่องนี้ขนาดนั้นไหม

ขณะที่ น.ส.นัยยา สุภาพึ่ง ผู้อำนวยการมูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร กล่าวว่า กฎหมายฉบับนี้มีการปรับให้คดีความรุนแรงในครอบครัว กลายเป็นคดีอาญา บวกกับหากเกิดคดี ผู้หญิงต้องไปร้องกับพม.และไปยื่นต่อศาล ยิ่งทำให้เกิดความยุ่งยากมากขึ้น จากเดิมที่แจ้งที่สน.ได้ ขณะที่ตำรวจก็เริ่มมีความรู้ด้านนี้มากขึ้น กลับกัน ร่างพ.ร.บ.ใหม่ ยังบอกว่าให้ผู้กระทำผิดกลับไปเป็นครอบครัวได้หากปฏิบัติตามเกณฑ์ เพราะมุ่งแต่จะรักษาสถาบันครอบครัว ซึ่งแม้แต่นิยามคำว่าครอบครัว พ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้ยังไม่ได้เขียนไว้ น่าสังเกตว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้ เข้าสู่สนช.ในวันที่ 27 ธ.ค.61 และกำลังจะผ่านร่างวาระ 3 ในเร็ววันนี้ แต่เรื่องนี้กระทบต่อชีวิตคนมากมาย ไม่ควรเร่งรัด สามารถรอให้สภาที่มาจากเสียงประชาชนที่แท้จริงทำได้ ยิ่งพรรคหลายพรรคมีนโยบายด้านความเท่าเทียม เรื่องสตรี และหลากหลายทางเพศมาก เรื่องนี้น่าจะรอการพิจารณาดีกว่าออกไปแล้วค่อยมาแก้

นายจะเด็จ เชาวน์วิไล ผอ.มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล เผยว่า จากสถิติวันที่ 1-16 ม.ค.62 พบว่ามีปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวจากปีที่แล้ว เช่นเดียวกับทั้งปีที่สถิติเพิ่มสูงขึ้น หากไม่มีมาตรการที่ชัดเจนจะแก้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัวไม่ได้ การประนีประนอมต้องเกิดจากความเต็มใจ มิเช่นนั้นจะกลับไปสู่การกระทำซ้ำ เช่นกรณีของหมอนิ่ม ที่สุดท้ายหาทางออกไม่ได้ จึงอยากขอให้ชะลอการพิจารณาไว้ก่อน และไม่ควรให้ร่างพ.ร.บ.ฉบับใหม่นี้ไปทดแทน พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 เพราะเป็นคนละเรื่อง แต่ควรปรับให้ก้าวหน้าขึ้น มิเช่นนั้นผู้หญิงจะเสียสิทธิอีกมาก


