’พื้นที่ชุ่มน้ำ’วูบ ห่วงไทยขาดž’ตัวช่วย’รับมือภัยพิบัติ

1.02.19 | 12:42 น.

ปรากฏการณ์ต่างๆ โดยเฉพาะสิ่งแวดล้อมรอบตัวเราที่เปลี่ยนแปลงไป หรือเพิ่งจะเคยเกิดขึ้นมาให้เราสัมผัสในช่วงเวลา 1-2 ปีที่ผ่านมา ทั้งที่ก่อนหน้านี้แทบไม่เคยเจอมาก่อน

ไม่เฉพาะแค่เรื่องฝนตก ฟ้าร้อง น้ำป่าหลาก ที่รุนแรงขึ้นทุกๆ ปี แต่เป็นเหตุการณ์ที่หลายคนไม่เคยเจอมาก่อนในช่วงชีวิต เช่น พายุไต้ฝุ่นปาบึกเกิดขึ้นในทะเลอ่าวไทย เกิดทั้งลมและฝน สร้างความเสียหายหนักหลายพื้นที่ในภาคใต้

หรือกระทั่งปรากฏการณ์ฝุ่นเปื้อนเมือง ทำกรุงเทพมหานครและปริมณฑลหลายพื้นที่กลายเป็นเมืองในหมอกเวลานี้ ก็ล้วนแล้วมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ มีต้นเหตุหลักมาจากสิ่งแวดล้อมถูกบุกรุก ทำลาย จนเปลี่ยนสภาพไป ที่ยังเหลืออยู่ไม่เพียงพอที่จะช่วยพยุงหรือบรรเทาปรากฏการณ์ธรรมชาติจากหนักเป็นเบาได้ดังเช่นที่ผ่านมา

ว่ากันว่า ภัยและภัยพิบัติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งมากกว่าปกติที่เคยเกิดในอดีตเท่าตัวนั้น 90% เป็นเรื่องของภัยพิบัติทางน้ำ และความอุดมสมบูรณ์ของพื้นที่ชุ่มน้ำจะสามารถจะช่วยบรรเทาภัยพิบัติเหล่านั้นได้

น่าเสียดายว่า ความเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำในประเทศไทยลดปริมาณ และเสื่อมโทรมอย่างน่าใจหายหลายพื้นที่

Advertisement

แต่ก็ไม่ถึงกับสายเกินไป

หากเราจะเข้าไปฟื้นฟู ดูแล และกอบกู้ ให้พื้นที่เหล่านั้นกลับมาอุดมสมบูรณ์ เป็นเกราะป้องกันภัยธรรมชาติอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ

พื้นที่ชุ่มน้ำŽ (Wetlands) หมายถึง ที่ลุ่ม ที่ราบลุ่ม ที่ชื้นแฉะ พรุ แหล่งน้ำ ทั้งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้น ทั้งที่มีน้ำขัง หรือน้ำท่วมอยู่ถาวรและชั่วครั้งชั่วคราว ทั้งที่เป็นแหล่งน้ำนิ่งและน้ำไหล ทั้งที่เป็นน้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม รวมไปถึงชายฝั่งทะเลและที่ในทะเลในบริเวณซึ่งเมื่อน้ำลดลงต่ำสุด มีความลึกของระดับน้ำไม่เกิน 6 เมตร

สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้สำรวจและพบว่าประเทศไทยมีพื้นที่ชุ่มน้ำ ประกอบด้วย ป่าชายเลน ป่าพรุ หนอง บึง ทะเลสาบและแม่น้ำกระจายอยู่ทั่วประเทศ รวมเนื้อที่ได้ประมาณ 22,885,100 ไร่

ภาคีในอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำหรืออนุสัญญาแรมซาร์ เมื่อวันที่ 13 กันยายน พ.ศ.2541 และนานาประเทศ รวม 170 ประเทศทั่วโลกแสดงเจตนารมณ์ต้องการอนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำโดยการสนับสนุนให้มีการใช้ประโยชน์อย่างชาญฉลาดร่วมกันเพื่อเป็นการรณรงค์ให้ทุกภาคส่วนได้เห็นถึงคุณค่าและความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีบทบาทต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตต่างๆ รวมทั้งการดำรงชีวิตของมนุษย์ สำนักเลขาธิการอนุสัญญาว่าด้วยพื้นที่ชุ่มน้ำ จึงได้กำหนดให้วันที่ 2 กุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก
ในปีนี้ หัวข้อตามที่สำนักเลขาธิการ

อนุสัญญาฯ กำหนด คือ Wetlands and Climate ChangeŽ หรือ พื้นที่ชุ่มน้ำและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศŽ เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำในการป้องกัน และบรรเทาปัญหาโลกร้อน

นางรวีวรรณ ภูริเดช เลขาธิการ สผ. กล่าวว่า แต่เดิมเราจะรู้แค่ว่าพื้นที่ชุ่มน้ำจะมีประโยชน์แค่การกักเก็บน้ำ เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศเท่านั้น แต่ล่าสุดนั้นนอกเหนือจากการกักเก็บน้ำแล้ว นักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศศึกษาพบว่าพื้นที่ชุ่มน้ำจะเป็นตัวช่วยกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศอีกด้วย

โดยพบว่า ป่าในพื้นที่ชุ่มน้ำนั้นสามารถเก็บกักปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่าป่าบกได้ประมาณ 10 เท่าเลยทีเดียว

ดังนั้น การดูแลรักษาพื้นที่ป่าชุ่มน้ำเอาไว้ให้มีสภาพสมบูรณ์ จึงเป็นส่วนหนึ่งในการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ก่อให้เกิดสภาวะโลกร้อน หรือการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ การจัดงานวันพื้นที่ชุ่มน้ำโลก เพื่อให้ทุกภาคส่วนได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของพื้นที่ชุ่มน้ำในการป้องกันและบรรเทาปัญหาโลกร้อน แต่มันก็ไม่ได้สำคัญเท่ากับการช่วยกันดูแลพื้นที่ชุ่มน้ำให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ เพื่อให้มีศักยภาพที่จะทำหน้าที่ของมันให้สมบูรณ์แบบ

“อย่างเช่นป่าชายเลน เป็นระบบนิเวศ พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความเฉพาะตัว และมีความ หลากหลายทางชีวภาพสูง เป็นส่วนประกอบที่สำคัญยิ่งของชายฝั่งทะเล นับเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามหาศาลทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ช่วยรักษาความสมดุลของระบบนิเวศชายฝั่งและพื้นที่ใกล้เคียง โดยเฉพาะหญ้าทะเลและปะการัง ป้องกันดินชายฝั่งพังทลาย เป็นพื้นที่สำหรับดูดซับสิ่งปฏิกูลต่างๆ ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยบริเวณชายฝั่งจากภัยธรรมชาติ ช่วยลดปริมาณคาร์บอนในบรรยากาศ ป่าชายเลนถือว่าเป็นแหล่งที่มีการสะสมคาร์บอนสูง มีความสามารถในการดูดซับคาร์บอน เนื่องจากไม้ในป่าชายเลนมีอัตราการสังเคราะห์แสงสูงจึงช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยสามารถกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในรูปของเนื้อไม้ และเพิ่มปริมาณออกซิเจนในบรรยากาศ ช่วยป้องกันและบรรเทาปัญหาจากภาวะโลกร้อนที่เรากำลังเผชิญได้อย่างดีŽ “นางรวีวรรณกล่าว

เลขาธิการ สผ.กล่าวว่า หากจะเชื่อมโยงเรื่องปัญหามลพิษ ฝุ่น ควัน ซึ่งหลายพื้นที่กำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ ก็สามารถอธิบายได้ว่า เมื่อพฤติกรรมคนเราเปลี่ยนไป เครื่องมือ อุปกรณ์ ยานพาหนะในการดำรงชีวิต มีการผลิตปริมาณก๊าซเรือนกระจก ทั้งซัลเฟอร์ไดออกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนนอกไซด์ ออกมาในชั้นบรรยากาศ หากเป็นช่วงเวลาที่โลกเรามีความสมดุล มีตัวช่วยในการดูดซับปริมาณก๊าซเรือนกระจกพวกนี้เพียงพอ ปัญหาภัยพิบัติต่างๆ แม้เกิดขึ้น ต้นไม้ ป่าไม้ก็จะบรรเทา จากหนักเป็นเบา หรือช่วยปัดเป่าไม่ให้เกิดได้

“แต่การเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศที่เกิดขึ้น จากการที่ป่าทั้งหลายลดลง ทำให้ธรรมชาติทุกอย่างสั่นคลอน อย่างเช่น การเปลี่ยนแปลงของทิศทางลม ความเร็ว ความเบา ของลม ก็ล้วนแล้วแต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศทั้งนั้น เวลานี้ เรามีปัญหา เรามีฝุ่นมาก แล้วเรายังไม่มีตัวช่วยคือ ลม ที่จะคอยปัดเป่าฝุ่นให้พัดไปจากการที่ถูกอากาศกดลงให้ต่ำ ทุกอย่างมีความเชื่อมโยงกันไปหมด เราไม่สามารถมองข้าม หรือละเว้นที่จะไม่ช่วยกันดูแลทรัพยากรที่มีอยู่ เพื่อให้มาเป็นตัวช่วยเราสำหรับสู้ภัยพิบัติด้านต่างๆ เลยŽ” เลขาธิการ สผ.กล่าว

พื้นที่ป่าชุ่มน้ำที่เรามีอยู่ เราไม่สามารถละเลยที่จะไม่ดูแลได้เช่นกัน