เมื่อเวลา 10.30น. วันที่ 1 กุมภาพันธ์ ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ วงษ์ปิ่น ผบช.น. พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น. พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก.จร. เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายจราจร เจ้าหน้าที่รฟม. กรมขนส่งทางบก สมาคมรถบรรทุก ขสมก. รถร่วมบริการ การโยธา กทม. , สจส. และ บริษัทผู้รับเหมาก่อสร้างรถไฟฟ้าทุกเส้นทาง ร่วมการประชุมหารือกำหนดมาตรการลดปริมาณฝุ่นละอองที่เกินค่ามาตรฐานในอากาศ
พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ กล่าวว่า ประชุมวันนี้เราได้ขออนุญาตเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานรวมไปถึงผู้ประกอบการเพื่อมาหารือในเรื่องของจะทำกันอย่างไรที่จะหาทางช่วยลดฝุ่นละอองที่มันเกิดขึ้นเวลานี้ซึ่งมีผลกระทบต่อคนไทยโดยเฉพาะในเขตของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล โดยในส่วนของ บช.น.นั้น หน่วยงานหลักคือ บก.จร.และกองบก.ในพื้นที่ สาเหตุหลักที่เกิดฝุ่นตวันpm2.5 คือเกิดจากเครื่องยนต์ดีเซลถึง 65 เปอร์ฌซ็นต์ เพราะฉนั้นก็จะหนักไปทางรถบรรทุกรถที่ใช้เครื่องยนต์ดีเซล
“ขณะนี้มีนโยบายก็คือให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรจัดตั้งชุดเคลื่อนที่ซึ่งจะออกทำการตรวจสอบหรือสุ่มจับรถที่พบควันดำเกินค่าที่กฎหมายกำหนดเป็นจำนวนเพิ่มขึ้นอีก 5-6 ชุด โดยมีเครื่องมือในการตรวจวัดควันดำและอีกประการหนึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือผู้ประกอบการสามารถที่จะร้องขอให้ทางเจ้าหน้าที่เข้าไปทำการตรวจสอบรถยนต์ในบริษัทได้ เช่นรถประจำทาง หรือรถยนต์ที่อยู่ในครอบครองหลายๆคันผู้ประกอบการจะทราบอย่างไรว่ามันถึงขนาดเกินเกณฑ์หรือยัง ซึ่งสามารถร้องขอมาได้ที่ บก.จร. และจะรีบส่งตำรวจจราจรลงไปช่วยทำการตรวจสอบเพื่อวัดคุณภาพของรถของของผู้ประกอบการนั้นๆ”

พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ กล่าวอีกว่าในส่วนของประเด็นที่จะให้ใช้รถวันคู่วันคี่นั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถนำมาดำเนินการได้เพราะอาจเกิดผลกระทบได้ในหลายๆสิ่งหลายๆอย่างเพราะฉนั้นจะตัดสินใจแต่เพียงลำพังผู้เดียวคงไม่ได้คงต้องพูดคุยกับหลายหน่วยงาน หากถามว่าคิดว่าทำได้หรือไม่คงต้องพูดคุยกันในเรื่องของผู้ประกอบการเพราะอย่างที่บอกว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเกิดจากเครื่องยนต์ดีเซล แล้วก็มันไม่ได้เกิดจากรถยนต์อย่างเดียวมันมีผู้ประกอบการหลายอย่างที่เกี่ยวกับเรื่องเครื่องยนต์ดีเซล อย่างที่บอกว่ามันมีผลกระทบไม่ใช่เฉพาะในกรุงเทพฯ แต่ส่งผลไปถึงในเขตปริมณฑลซึ่งเป็นเขตติดต่อด้วย
พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ กล่าวว่าทางรัฐบาลก็พยายามที่จะหาทางแก้ไขด้วยวิธีการที่จะไม่ต้องให้เกิดผลกระทบต่อผู้ประกอบการก็ดีอะไรก็ดีทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็เช่นกันพยายามที่จะลงไปทำการตรวจสอบรถที่พยายามที่จะฝ่าฝืนรู้ว่ารถของตัวเองควันดำแล้วพยายามที่จะฝ่าฝืนนำมาใช้งานทางตำรวจก็จะตรวจสอบเพื่อนำมาดำเนินการให้ถูกต้องและกับใครดื้อรั้นฝ่าฝืนก็เปรียบเทียบปรับโทษในอัตราสูงสุด และขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะมีการมาตรฐานการวัดค่าควันดำใหม่จากเดิมร้อยละ45 เป็นร้อยละ30 อีกด้วย
พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่าในเรื่องของการก่อสร้างต่างๆโดยเฉพาะก่อสร้างในที่อยู่ในพื้นผิวจราจรเวลานี้ซึ่งมันมีผลกระทบทำให้รถติดเมื่อเกิดรถติดมันก็เกิดฝุ่นละอองเช่นกัน วันนี้เราจึงเชิญผู้ประกอบการมาว่าเราจะทำอย่างไร หากส่วนไหนที่เสร็จแล้วก็จะขอคืนพื้นผิวจราจรกลับมาบ้างได้หรือไม่เพื่อลดปัญหาด้านจราจร หรือหากพบว่าการก่อสร้างใดที่มีผลทำให้เกิดฝุ่นละอองก็จะเข้าไปดำเนินการพูดคุยเพื่อหาทางแก้ไขกันต่อไป

ต่อมา ที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ ถ.พิษณุโลก พล.ต.ต. จิรสันต์ แก้วแสงเอก รอง ผบช.น. รับผิดชอบงานจราจร พร้อมด้วย พล.ต.ต.นิธิธร จินตกานนท์ ผบก.จร. นำเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรชุดตรวจจับควันดำเคลื่อนที่ ออกปฏิบัติการตรวจสอบ รถยนต์ รถขนส่งและ รถโดยสารประจำทาง ตามมาตรการ ตรวจจับ รถควันดำเพื่อ บรรเทาปัญหา ฝุ่นละออง ขนาดเล็ก ที่กำลังวิกฤต บริเวณถนนพิษณุโลก โดย ผลการตรวจ ยังคงพบรถโดยสารประจำทางและ รถยนต์กระบะ มี ควันดําเกินกว่าที่กฎหมาย กำหนดหรือ เกินกว่า ร้อยละ 45 จำนวนมาก เช่น รถเมล์โดยสารสาย 23 ทะเบียน 12-0355 วิ่งระหว่าง เทเวศร์-สำโรง พบว่ามีค่าควันดำสูงถึงร้อยละ 71 จึงทำการจับกุมเปรียบเทียบปรับ พร้อมทำความเข้าใจกับผู้ขับขี่ ให้แก้ไข และห้ามนำรถมาใช้ภายใน 30 วัน
ขณะที่รถยนต์กระบะ หมายเลขทะเบียน บท -5485 กรุงเมพมหานคร ตรวจพบค่าควันดำ ถึงร้อยละ 100 จึงทำการจับกุมเปรียบเทียบปรับ 1,000 บาท และให้เร่งแก้ไขภายใน 30 วัน หากฝ่าฝืนนำมาใช้ก็จะถูกปรับในอัตรา เพิ่มขึ้นเป็น 5,000 บาท

