ยก’หมูป่าอะคาเดมีโมเดล’ติดดาบอาญาสิทธิให้อำนาจผู้ว่าฯใช้ พ.ร.บ.ปภ. แก้ฝุ่นจิ๋ว

1.02.19 | 17:06 น.

‘อัยการธนกฤต’ยก’หมูป่าอะคาเดมีโมเดล’ติดดาบอาญาสิทธิให้อำนาจผู้ว่าฯใช้ พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นยาเเรงสั่งการทุกหน่วยงานรัฐเเก้ปัญหาเป็นเอกภาพเด็ดขาด จัดการฝุ่นพิษ ชี้ กฎหมายให้อำนาจเด็ดขาดปิดโรงงาน-ระงับการก่อสร้างบิ๊กโปรเจค ต้นกำเนิดมลพิษได้ ไม่ต้องรับผิดหากถูกฟ้องจากคำสั่งที่ชอบ


เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด ได้โพสเฟซบุ๊ค เเสดงความเห็นข้อกฎหมายกรณีปัญหาฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน มีข้อความว่า มาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในภาวะวิกฤต จะเลือกใช้ยาสามัญประจำบ้านหรือยาขนานพิเศษ

ปัญหาฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐาน มีความรุนแรงกระทบประชาชนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ทั้งในกรุงเทพมหานคร ปริมณฑล จังหวัดเชียงใหม่ และในจังหวัดอื่น ๆ อีกหลายจังหวัด มีกฎหมายที่ควบคุมดูแลและบังคับใช้ในเรื่องมลพิษด้านสิ่งแวดล้อมหลายฉบับ เช่น

(1) พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มาตรา 9 ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีสั่งการให้มีการควบคุม ระงับ หรือบรรเทาอันตรายและความเสียหายจากฝุ่น PM 2.5 หรือนายกรัฐมนตรีจะมอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปฏิบัติราชการแทนก็ได้ มาตรา 59 ให้อำนาจคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศกำหนดให้ท้องที่ที่ประสบปัญหาฝุ่น PM 2.5 อย่างร้ายแรงจนเป็นอันตรายต่อสุขภาพอนามัยของประชาชน เป็นเขตควบคุมมลพิษ

Advertisement

(2) พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 มาตรา 8 ให้อำนาจอธิบดีกรมอนามัยออกคำสั่งให้เจ้าของวัตถุหรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องกับการก่อให้เกิดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ร้ายแรงจนกระทบกับการดำรงชีพของประชาชนให้ระงับการกระทำนั้น มาตรา 28/1 ให้อำนาจเจ้าพนักงานท้องถิ่นประกาศกำหนดพื้นที่ควบคุมเหตุรำคาญที่สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนอันเนื่องมาจากฝุ่น PM 2.5

นอกจากนี้ ก็ยังมีกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอีกหลายฉบับ เช่น กฎหมายว่าด้วยโรงงาน กฎหมายว่าด้วยวัตถุอันตราย กฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นต้น ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมา ประสบปัญหาส่วนหนึ่งจากการที่มีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้องกับการบังคับใช้กฎหมาย ทำให้ขาดการประสานงานกัน มีลักษณะที่ต่างคนต่างทำตามหน้าที่ของตน ทำให้ไม่มีความเป็นเอกภาพและประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย จนกระทั่งต้องมีการออกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการประสานงานเพื่อบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2550 ซึ่งกำหนดให้มีคณะกรรมการว่าด้วยการประสานงานเพื่อบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม (กป.วล.) เพื่อเป็นกลไกในการประสานงานของหน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐในการบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับต่าง ๆ แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมาได้ ทำให้การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในขณะนี้ แม้หน่วยงานรัฐต่าง ๆที่เกี่ยวข้องจะมีการประชุมร่วมกันเพื่อบูรณาการการแก้ไขปัญหาร่วมกัน แต่ก็เป็นไปในลักษณะที่แต่ละหน่วยงานต่างก็ดำเนินการแก้ไขปัญหาไปตามอำนาจหน้าที่ของตน ทำให้ขาดความเป็นเอกภาพในการแก้ไขปัญหาและการบังคับใช้กฎหมาย ที่ผ่าน ๆ มาเราจึงได้เห็นผู้บริหารของหน่วยงานรัฐหลายแห่ง ต่างก็ออกมาแถลงข่าวว่าหน่วยงานของตนจะดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างไร จนบางครั้งอาจทำให้รู้สึกว่าปัญหาเรื่องเดียวกันเหตุใดหน่วยงานรัฐต่าง ๆ จึงไม่กำหนดแนวทางแก้ไขปัญหาที่ชัดเจนร่วมกันและให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน และทำให้เกิดความไม่ชัดเจนว่าภาครัฐจะดำเนินการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพได้อย่างไร

นอกจากการขาดความเป็นเอกภาพในการแก้ไขปัญหาและการบังคับใช้กฎหมายดังที่กล่าวมาแล้ว มาตรการต่าง ๆ ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมหลายฉบับ เช่น พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ในบางเรื่อง ถ้าจะเปรียบไปแล้วก็เหมือนกับการใช้ยาสามัญประจำบ้านในการรักษาโรค ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับการแก้ไขปัญหาในภาวะวิกฤตและรุนแรงที่ต้องการความเร่งด่วนและการทันต่อสถานการณ์ในการแก้ไขปัญหา อย่างเช่น ในปัจจุบันนี้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ประกาศเขตควบคุมมลพิษไว้แล้ว 18 พื้นที่ ใน 13 จังหวัด ซึ่งรวมถึงนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรสาคร นครปฐม ด้วย แต่ตามที่ทราบกันดี จังหวัดต่าง ๆ ที่กล่าวมา ล้วนแล้วแต่ประสบปัญหาฝุ่น PM 2.5 เกินค่ามาตรฐานเป็นอย่างมากทั้งที่เป็นจังหวัดที่อยู่ในเขตควบคุมมลพิษทั้งสิ้น การที่จะประกาศให้กรุงเทพมหานครเป็นเขตควบคุมมลพิษเพิ่มเติมขึ้นมาจึงยังไม่อาจยืนยันได้ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ได้ นอกจากนี้ ยังอาจประสบปัญหาความล่าช้าในการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและบางเรื่องที่ต้องการจะแก้ไขปัญหาก็เป็นเรื่องอยู่ในอำนาจหน้าที่ของอีกหน่วยงานหนึ่ง ทำให้เจ้าหน้าที่รัฐที่อยู่ต่างหน่วยงานไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบ ควบคุมและแก้ไขปัญหาได้

ดังที่กล่าวมา จึงน่าจะพิจารณาหากลไกที่เป็นมาตรการกฎหมายอื่นมาใช้เสริมในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 เพื่อให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ทันต่อวิกฤตความรุนแรงของปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนจำนวนมากด้วย ซึ่งหากพิจารณาเหตุการณ์เมื่อครั้งทีมหมูป่าอะคาเดมีทั้ง 13 คน ติดอยู่ในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จังหวัดเชียงราย นายณรงศักดิ์ โอสถธนากร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงรายในขณะนั้น ได้ใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ในการแก้ไขปัญหา สั่งการควบคุมดูแลและช่วยชีวิต 13 หมูป่า โดยระดมสรรพกำลัง บุคลากร ผู้เชี่ยวชาญ อุปกรณ์ เครื่องมือและทรัพยากร จากหน่วยงานรัฐส่วนต่าง ๆ ทั้งทหาร ตำรวจ พลเรือน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ทำให้การช่วยเหลือทีม 13 หมูป่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีเป็นที่ชื่นชมไปทั่วโลก ทั้งที่มีผู้คนมาจากหลายภาคส่วนจำนวนมาก และมีผู้เกี่ยวข้องในการปฏิบัติหน้าที่ครั้งนั้นกว่า 1 หมื่นคน ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากการที่ผู้ว่าราชการจังหวัดมีอำนาจสั่งการตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยที่เด็ดขาด และมีความสามารถในการประยุกต์ใช้กฎหมายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ รวมทั้งจากการสั่งการที่มีประสิทธิภาพ และแก้ไขปัญหาโดยอาศัยกลไกทางกฎหมายได้อย่างรวดเร็ว สามารถสั่งการข้ามสายงานและหน่วยงานโดยอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย โดยไม่ต้องคำนึงว่าผู้นั้นอยู่ในหน่วยงานหรือสายการบังคับบัญชาของตนหรือไม่

กรณีของปัญหาฝุ่น PM 2.5 นี้ ตามรายงานการศึกษาของกรมควบคุมมลพิษได้ระบุไว้ว่า องค์การอนามัยโลกได้ประมาณการจากแบบจำลองว่า ในปี พ.ศ. 2553 ประชากรทั่วโลกเสียชีวิตจากฝุ่น PM 2.5 ประมาณ 3.1 ล้านคน และประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตจากมลพิษอากาศในปี พ.ศ. 2556 ประมาณ 5 หมื่นคน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายที่ธนาคารโลกประเมินไว้ที่ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท และตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 มาตรา 4 ถือว่าปัญหาค่าฝุ่น PM 2.5 เกินมาตรฐานเป็นสาธารณภัย โดยเป็นภัยอันมีผลกระทบต่อสาธารณชนซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิตและร่างกายของประชาชน และกระทบกับชีวิตผู้คนจำนวนมากในหลายจังหวัด ซึ่งพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้ให้อำนาจผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการจังหวัดต่าง ๆ ที่ประสบปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในการออกคำสั่ง สั่งการและกำหนดแผนการและมาตรการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่เกิดขึ้นได้อย่างเด็ดขาดและมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีอำนาจในการสั่งการเจ้าหน้าที่รัฐทุกหน่วยที่อยู่ในเขตพื้นที่ของตนแม้จะไม่ได้อยู่ภายใต้สังกัดหน่วยงานที่ตนมีอำนาจบังคับบัญชา ให้ต้องปฏิบัติการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 นอกจากจะเป็นการลดขั้นตอนการทำงานแก้ไขปัญหาแล้ว ยังเป็นการบูรณาการการทำงานแก้ไขปัญหาของหน่วยงานรัฐร่วมกันและให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันด้วย โดยตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีซึ่งนายกรัฐมนตรีมอบหมายมีอำนาจสั่งการให้ดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยรวมตลอดทั้งให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนในพื้นที่ที่ปัญหาฝุ่น PM 2.5ได้ และมีอำนาจกำกับและควบคุมการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัดด้วย

การใช้อำนาจของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดที่ประสบปัญหา รวมทั้งนายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จึงน่าจะเป็นกลไกและมาตรการทางกฎหมายที่ควรนำมาใช้เสริมกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ใช้บังคับอยู่แล้ว ซึ่งจะทำให้การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 รวดเร็วและมีประสิทธิภาพขึ้น และลดขั้นตอนในการดำเนินการแก้ไขปัญหาได้เป็นอย่างดี เปรียบเสมือนเป็นยาขนานพิเศษที่จำเป็นต้องใช้ในการรักษาโรคที่อยู่ในขั้นวิกฤต มีภาวะรุนแรง และต้องรีบรักษาโดยเร่งด่วน หากปล่อยไว้จะยิ่งเป็นอันตราย โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการจังหวัดที่ประสบปัญหามีอำนาจเด็ดขาดและดาบอาญาสิทธิ์อยู่ในมือตัวเองที่จะแก้ไขปัญหาฝุ่นPM 2.5 ได้ในหลาย ๆ กรณี ซึ่งแล้วแต่ว่าจะนำเอามาตรการใดตามกฎหมายมาประยุกต์ใช้แก้ไขปัญหาให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และตามพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มาตรา 43 บัญญัติให้ความคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการจังหวัดไว้ว่า หากได้ดำเนินการไปตามอำนาจหน้าที่และได้กระทำไปพอสมควรแก่เหตุและไม่ได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและผู้ว่าราชการจังหวัดไม่มีความผิดและความรับผิดใด ๆ ทั้งสิ้น อำนาจดังกล่าวมาเช่น สั่งเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐไม่ว่าจะสังกัดอยู่หน่วยงานใด และบุคคลใด ๆ ในเขตพื้นที่ที่เกิดปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ให้ปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษ ใช้เครื่องมือสื่อสาร อาคาร สถานที่ วัสดุ อุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ ยานพาหนะของหน่วยงานของรัฐ และเอกชนที่อยู่ในเขตพื้นที่ที่เกิดปัญหาฝุ่น PM 2.5 เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 จัดระเบียบการจราจร สั่งรถบรรทุกห้ามวิ่งในพื้นที่และเวลาที่กำหนด สั่งรถที่ปล่อยควันดำห้ามวิ่ง สั่งปิดโรงงานที่เป็นแหล่งกำเนิดฝุ่น PM 2.5 สั่งระงับการก่อสร้างอาคารและ โครงการต่าง ๆ เช่น โครงการก่อสร้างรถไฟฟ้า โครงการก่อสร้างคอนโดมิเนียม เป็นการชั่วคราว สั่งห้ามเผาในที่โล่ง สั่งปิดโรงเรียนและสถานศึกษาต่าง ๆ เป็นต้น ทั้งนี้ หากผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ว่าราชการจังหวัด หรือขัดขวางการดำเนินการหรือการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน จะมีโทษจำคุกหรือปรับตามกฎหมาย

นอกจากนี้ การให้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องแก่ประชาชนถึงสถานการณ์มลพิษฝุ่น PM 2.5 และการให้ข้อแนะนำที่ถูกต้องแก่ประชาชนในการดูแลสุขภาพ ตลอดจนการจัดให้มีสถานที่ชั่วคราวเพื่อให้ผู้ป่วยจากฝุ่น PM 2.5 ได้รับการปฐมพยาบาลและการจัดให้มีการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยจากฝุ่น PM 2.5 ตลอดจนการให้บริการตรวจสุขภาพแก่ประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย การแจกหน้ากากป้องกันฝุ่นพิษ PM 2.5 แก่ประชาชนโดยทั่วถึงและรวดเร็ว และการให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาและลดแหล่งกำเนิดมลพิษฝุ่น PM 2.5 เนื่องจากประชาชนเป็นผู้มีส่วนร่วมที่สำคัญกับภาครัฐในการแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ก็น่าจะเป็นมาตรการที่ภาครัฐควรเร่งรีบดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 ควบคู่ไปด้วยเช่นเดียวกัน