หน้าแรก ในประเทศ สกู๊ปหน้า 1 ม...

สกู๊ปหน้า 1 มติชน : มหานครใน ‘ฝุ่น’ จากปักกิ่งถึงกทม.

3.02.19 | 07:49 น.

เศรษฐกิจจีนที่เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา จนทำให้จีนผงาดเป็นชาติมหาอำนาจที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกอยู่ในขณะนี้

ภาคอุตสาหกรรมหนักมีส่วนขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างสำคัญ แต่ขณะเดียวกันก็ยังเป็นภาคส่วนสำคัญที่ทำให้จีนต้องประสบกับปัญหาวิกฤตมลพิษทางอากาศและสิ่งแวดล้อมตามมา

จนทำให้ จีน กลายเป็นประเทศที่มีคุณภาพอากาศย่ำแย่ที่สุดในโลก

ปัญหามลพิษทางอากาศถูกรัฐบาลจีนยกให้เป็นวาระสำคัญของชาติ ที่ในเดือนกันยายนปี ค.ศ.2013 คณะรัฐบาลจีนได้เปิดตัว แผนปฏิบัติการป้องกันและควบคุมมลพิษทางอากาศŽ

หลังจาก 8 เดือนก่อนหน้านั้นมีรายงานปัญหาสภาพมลพิษทางอากาศอันเลวร้ายมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 1 ใน 6 ของประเทศจีนทั้งหมด

Advertisement

แผนปฏิบัติการฉบับนี้ เป็นโรดแมปในการแก้ปัญหาและควบคุมมลพิษทางอากาศของจีนในระยะเวลา 5 ปี ที่มุ่งเน้นจัดการปัญหามลพิษใน 3 ภูมิภาคสำคัญที่มีค่ามลพิษทางอากาศที่น่าห่วงวิตกที่สุดของจีน คือ

1.พื้นที่ปักกิ่ง-เทียนจิน-เหอเป่ย ที่เรียกว่า จิง-จิน-จี 2.สามเหลี่ยมปากแม่น้ำแยงซี (วายอาร์ดี) และ 3.สามเหลี่ยมปากแม่น้ำไข่มุก (พีอาร์ดี)

วัตถุประสงค์ของแผนปฏิบัติการนี้มีขึ้นเพื่อมุ่งปรับปรุงคุณภาพอากาศและลดมลพิษในประเทศ โดยเฉพาะใน 3 ภูมิภาคที่กล่าวมาข้างต้น โดยมีการกำหนดเป้าหมายที่แตกต่างกันไปในการปรับปรุงคุณภาพอากาศในภูมิภาคดังกล่าวให้ดีขึ้นภายในปี 2017 ซึ่งมีการมุ่งเน้นดำเนินมาตรการอย่างเข้มข้น

ภายใต้แผนปฏิบัติการฉบับนี้ได้มีการตั้งเป้าหมายลดฝุ่นละอองพีเอ็ม 10 ในพื้นที่ที่เป็นเมืองรองระดับ 2 และ ระดับ 3 ลงให้ได้โดยเฉลี่ยอย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับระดับฝุ่นละอองพีเอ็ม 10 ในปี 2012

สำหรับพื้นที่ใน 3 ภูมิภาคสำคัญ จิง-จิน-จี, วายอาร์ดี และ พีอาร์ดี ตั้งเป้าลดฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 ลงเฉลี่ยต่อปี 25 เปอร์เซ็นต์, 20 เปอร์เซ็นต์ และ 15 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ ส่วนกรุงปักกิ่ง เมืองหลวงของจีน มีการตั้งเป้าควบคุมค่าฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 ลงให้อยู่ไม่เกิน 60 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร

ภายใต้แผนปฏิบัติการนี้มีการกำหนดมาตรการต่างๆ ที่จะนำไปสู่เป้าหมายข้างต้น เรียกว่า มาตรการแห่งชาติ 10 ประการ ได้แก่

การลดการปล่อยสารพิษต่างๆ การส่งเสริมการปรับปรุงและปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรม การกระตุ้นให้ภาคเอกชนยกระดับเทคโนโลยี กระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปพลังงาน บังคับใช้มาตรการประหยัดพลังงานและปกป้องสิ่งแวดล้อม การปรับปรุงกฎหมาย นำไปปฏิบัติใช้และบังคับใช้ตามกฎหมาย การสร้างกลไกความร่วมมือระดับภูมิภาค การจัดตั้งสถานีเฝ้าระวังและระบบตอบสนองภาวะฉุกเฉินต่อปัญหามลพิษทางอากาศ และการตระหนักและสร้างความรับผิดชอบร่วมกันทั้งของภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนในการปกป้องสิ่งแวดล้อม
โดยมาตรการเหล่านี้ได้นำไปสู่มาตรการที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ เช่น การสั่งปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินหรือให้ใช้ก๊าซธรรมชาติทดแทน การลดใช้ถ่านหิน การสั่งปิดโรงงานที่ไม่ได้มาตรฐานจำนวนมาก การห้ามประชาชนเผาถ่านเพื่อทำความร้อน การจำกัดปริมาณรถยนต์วิ่งบนท้องถนน การจัดตั้งสถานีเฝ้าระวังคุณภาพอากาศทั่วประเทศซึ่งขณะนี้มีมากกว่า 1,000 แห่งแล้ว และการรณรงค์ให้ใช้พลังงานสะอาด เป็นต้น

การดำเนินมาตรการภายใต้แผนปฏิบัติข้างต้นสามารถช่วยให้จีนปรับปรุงคุณภาพอากาศให้ดีขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญ

ดังเช่นในกรุงปักกิ่งที่มีการตั้งเป้าลดฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 ลงให้ได้จาก 89.5 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร เหลือ 60 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร นั่นทำให้กรุงปักกิ่งต้องสั่งปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินและห้ามประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่โดยรอบเผาถ่านเพื่อทำความร้อน มาตรการนี้มีค่าใช้จ่ายสูงและถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

ทว่า สามารถทำให้กรุงปักกิ่งบรรลุเป้าหมายในการลดฝุ่นละอองพีเอ็ม 2.5 ลงไปได้มากถึง 35 เปอร์เซ็นต์ โดยมีค่าฝุ่นละอองอยู่ที่ 58 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร

และมีรายงานว่าในปี 2018 กรุงปักกิ่งและมณฑลเหอเป่ย ซึ่งเขตพื้นที่อุตสาหกรรมของจีน ยังสามารถลดการปล่อยควันพิษลงได้ถึงอย่างน้อย 12 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม หลังจากแผนปฏิบัติการป้องกันและควบคุมมลพิษทางอากาศฉบับปี 2013-2017 หมดวาระลง ในกลางปี 2018 ที่ผ่านมาจีนก็ได้ออกแผนปฏิบัติการสงครามฟ้าใสปี 2018-2020 ในวาระ 3 ปี ซึ่งเป็นแผนงานเฟส 2

และในปีงบประมาณนี้จีนยังทุ่มงบราว 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อใช้ในการต่อสู้กับปัญหามลพิษทางอากาศ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าราว 93 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยจะนำไปใช้ในการควบคุมแหล่งก่อมลพิษต่างๆ เช่น ถ่านหิน รถยนต์ และใช้ในการสนับสนุนโครงการพลังงานสะอาดทดแทนการใช้ถ่านหินในพื้นที่ต่างๆ

โดยรัฐบาลปักกิ่งยังมีแผนที่จะรณรงค์ต่อต้านควันพิษใน 450 หมู่บ้านด้วยการใช้เชื้อเพลิงสะอาดในการทำความร้อน ซึ่งขณะนี้กรุงปักกิ่งสามารถกำจัดการใช้ถ่านหินในภาคครัวเรือนลงไปได้แล้วถึง 974,000 ครัวเรือน ใน 2,237 หมู่บ้าน สามารถลดการใช้ถ่านหินไปได้ราว 2.9 ล้านตัน

นอกจากนี้ กรุงปักกิ่งยังมีแผนที่จะทุ่มงบมากกว่า 67,000 ล้านหยวนในการปกป้องสิ่งแวดล้อมทั้งคุณภาพอากาศ น้ำ และดิน ตลอดจนการจัดการขยะที่เป็นตัวก่อมลพิษ รวมถึงการจัดการกับรถบรรทุกที่ใช้ดีเซลด้วยการบังคับใช้เชื้อเพลิงและเครื่องยนต์ที่ได้มาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม ภายใต้แผนปฏิบัติการฉบับใหม่ของจีนที่มีออกมายังสร้างความห่วงกังวลให้กับหลายฝ่าย โดยเฉพาะกลุ่มนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมที่มองว่าการชะลอตัวลงทางเศรษฐกิจของจีน

อาจจะทำให้ทางการจีนปล่อยการ์ดป้องกันในการต่อสู้กับมลพิษทางอากาศให้หย่อนยานลงไปหรือไม่ ซึ่งก็ต้องจับตาดูการทำงานกันต่อไปว่ารัฐบาลจีนจะดำเนินการอย่างขึงขังจริงจังในการต่อสู้กับปัญหานี้ต่อไปมากน้อยแค่ไหน

ไม่เช่นนั้นแล้วความพยายามที่ทำมา ซึ่งก็ถือว่ายังไม่เข้าเป้าในการทำให้อากาศกลับมามีคุณภาพดีนัก ก็อาจจะเป็นความพยายามที่ยิ่งสูญเปล่าไปได้

มาตรการต่างๆ ของจีนที่ออกมาแก้ปัญหาฝุ่นพิษ ถือเป็นบทเรียนที่ทางการไทยต้องศึกษาเพื่อนำมาปรับใช้กับสถานการณ์ฝุ่นควันในบ้านเรา…