ชำแหละ ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองสถาบันครอบครัว ส่อปัญหา เสี่ยงถูกกระทำรุนแรงซ้ำ
ร่างพ.ร.บ.คุ้มครองสถาบันครอบครัว – เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่เครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมด้านผู้หญิง เด็ก และครอบครัว พร้อมใจกันลุกขึ้นมาแสดงความเป็นห่วง ต่อ “กฎหมายครอบครัวฉบับใหม่” ที่กำลังจะลงมติ ประกาศใช้ในไม่ช้านี้ ว่าอาจจะส่งผลกระทบเชิงลบกับสิทธิ ชีวิต และความปลอดภัยกับผู้หญิงขึ้นมา
เมื่อรัฐบาลได้ยื่นร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. … ซึ่งปรับปรุงจาก พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัว พ.ศ.2550 เข้าสู่ สนช. เมื่อวันที่ 27 ธันวาคมที่ผ่านมา โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ให้เหตุผลว่าไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่จะลดความรุนแรงในครอบครัว และให้โอกาสกลับตัว รวมไปถึงอำนาจหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาความรุนแรงในครอบครัวปัจจุบัน
แต่ในร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวยังมีอีกหลายข้อที่เครือข่ายองค์กรสตรีมองว่าเป็น “จุดอ่อน” จึงได้จัดงานเสวนาคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ. … ขึ้น ณ ห้องประชุมชั้น 3 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
เรียกร้องให้ สนช. “ชะลอ” การพิจารณากฎหมายดังกล่าว เพื่อรับฟังเสียงภาคประชาสังคมมากกว่านี้

อังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กล่าวว่า แม้ว่าไทยจะมี พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัวใช้มานับ 10 กว่าปี แต่ในทางปฏิบัติเจ้าหน้าที่ยังมุ่งเน้นให้เกิดการประนีประนอม ไกล่เกลี่ย กันอยู่ ทำให้ผู้หญิงเสี่ยงกลับไปถูกกระทำซ้ำ ไม่เท่านั้นยังรวมถึงเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้พิการ ที่อยู่ในครอบครัวที่ต้องถูกกระทำอีกด้วย เรื่องนี้ทำให้ทางคณะกรรมการซีดอว์ เคยแสดงความกังวลต่อไทยว่า การลงโทษผู้กระทำผิดของไทยนั้นไม่เพียงพอ มักนำไปสู่การไกล่เกลี่ย จนทำให้ผู้หญิงเสียสิทธิในการมีชีวิตอย่างปลอดภัย นี่จึงเป็นเรื่องน่าห่วงเมื่อร่าง พ.ร.บ.ฉบับใหม่ เน้นการประนีประนอมเป็นหลัก โดยไม่ได้รับฟังเสียงของผู้ถูกกระทำ
นอกจากนี้ การให้อำนาจกับเจ้าหน้าที่ พม.ในการดูแลเรื่องนี้ ยังทำให้ อังคณา “เป็นห่วง” โดยว่าจากการลงพื้นที่ เราพบว่าคนโดยมากไม่รู้จัก พมจ. และไม่รู้ว่า พมจ.ของจังหวัดตัวเองอยู่ที่ไหน การให้ พม.เป็นผู้ดูแลหากเกิดเหตุนำมาซึ่งคำถามว่ามีศักยภาพพอไหม มีกำลังจะคุ้มครองไหม และรู้เรื่องสิทธิมนุษยชนเพียงไร
“หลายครั้งเราเห็นตัวอย่างของผู้หญิงที่อยู่ในบ้านพักของ พม. แต่ถูกสามีตามมาด่าที่หน้าตึก และขู่จะเผาบ้านพักด้วยซ้ำ อีกทั้งกฎหมายฉบับนี้ยังไม่มีองค์กรสตรีไปเป็นคณะกรรมการวิสามัญที่จะออกความเห็นได้ มีเพียงให้ไปนั่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นการขาดการรับฟังความเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไป” อังคณากล่าว
ขณะที่ นัยนา สุภาพึ่ง ผู้อำนวยการมูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร กล่าวว่า ใน พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัว 2550 ได้ระบุให้ผู้ถูกกระทำไปแจ้งความกับตำรวจเพื่อขอความคุ้มครองได้ แต่กับร่าง พ.ร.บ.ใหม่นี้ ไม่ได้ระบุกลไกนี้ไว้ แต่ให้ไปแจ้งที่ศูนย์ส่งเสริมและคุ้มครองครอบครัวที่ พม.จะตั้งขึ้น จึงจะส่งเรื่องไปยังศาลเยาวชนฯ ซึ่งเป็นการยากต่อผู้หญิงมากขึ้น และยังถูกกระทำความรุนแรงนานขึ้น ทั้งๆ ที่ตอนนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็เรียนรู้กฎหมายฉบับเดิมแล้ว นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ.ใหม่ยังกำหนดว่าศูนย์ส่งเสริมฯอาจยื่นขอศาลให้มีคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพ ห้ามเข้าใกล้ บำบัดสุรา ต่างๆ และเมื่อกระทำครบแล้วก็ยังถอนคำร้องได้ เป็นการผลักไสให้ต้องกลับไปอยู่ด้วยกัน โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกนึกคิดของผู้หญิงว่าต้องเจอกับความกดดันอะไรบ้าง
“เรื่องนี้เห็นว่า สนช.มีเวลาที่จะชะลอการพิจารณาเรื่องนี้ไปก่อน จนกว่าจะได้รัฐบาลที่มาจากเสียงของประชาชนโดยแท้จริง ต้องยอมรับว่าหลายพรรคมีผู้สมัครที่ก้าวหน้า มีกลุ่มบุคคลหลากหลายทางเพศเข้าไปเป็นสมาชิกและมีนโยบายที่ดี เราจึงควรเชื่อใจรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมือง และการเลือกตั้ง เพื่อมารับฟังเสียงประชาชนมากกว่า” นัยนากล่าว
ในเรื่องนี้ จะเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล กล่าวว่า จากการเก็บสถิติที่ผ่านมา แค่วันที่ 1-16 มกราคม 2562 ก็มีความรุนแรงในครอบครัวมากกว่าปีก่อนเป็นเท่าตัว แสดงให้เห็นว่าหากมีมาตรการการลงโทษที่ไม่ดีพอ จะแก้ปัญหานี้ได้ยาก จากประสบการณ์ที่มูลนิธิเราพบว่าคนที่มาปรึกษา คือคนที่ถูกทำร้ายเกือบตาย บาดเจ็บ หรือไม่อยากกลับไปเป็นครอบครัวอีกแล้ว หลายคนเคยเลือกไกล่เกลี่ย ประนีประนอม แต่สุดท้ายถูกทำร้ายหนักกว่าเดิม เช่น กรณีของหมอนิ่ม ที่สำคัญคือกฎหมายฉบับนี้ไม่ควรไปทดแทนกับฉบับเดิม เพราะเป็นจุดมุ่งหมายคนละเรื่อง
สนช.โปรดรับฟัง!

