นานนักแล้วที่ชอบเปรียบกันว่า “ชาวนาเหมือนกระดูกสันหลังของชาติ”
แต่ส่วนมากก็เชื่อว่า เป็นแค่คำปลอบประโลมให้ชุ่มฉ่ำใจเพื่อชาวนาจะได้อยู่กับความเหลื่อมล้ำต่ำต้อยด้อยโอกาสต่อไปนานๆ
ถ้าจะเห็นความสำคัญของคำว่า “กระดูกสันหลัง” กันจริงๆ ชาวนาไทยคงจะไม่เป็นเช่นทุกวันนี้
“กระดูกสันหลัง” เป็นแกนหลักของโครงกระดูกมนุษย์ซึ่งทอดตัวอยู่ด้านหลังของร่างกาย มีบทบาทความสำคัญทั้งเกื้อกูลและปกป้องอวัยวะอื่นๆ ตลอดจนเป็น “แกน” กลางในการเคลื่อนไหว
ถ้าไม่มีกระดูกสันหลังก็ไม่มีการเคลื่อนไหว
ปราศจากกระดูกสันหลัง “คน” ก็คงไม่ “คน” เช่นที่เห็นกันในทุกวันนี้
คำว่า “กระดูกสันหลังของชาติ” จึงไม่ควรจะเป็นคำพูดปลอบประโลมหรือพูดเล่นๆ แต่ควรผุดจากสามัญสำนึก เห็นความสำคัญในฐานะผู้ผลิตอาหารเลี้ยงคนทั้งประเทศกระทั่งเจือจานไปผู้คนทั่วโลก
แต่ในวันนี้ ไม่เพียงแต่ “ไม่สำนึก” ในความสำคัญของ “กระดูกสันหลังของชาติ” สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผู้ทรงเกียรติที่คลอดจากครรภ์คณะรัฐประหาร กำลังจะผ่านกฎหมายฉบับพิสดารที่เรียกว่า “ร่างแก้ไข พ.ร.บ.ข้าว พ.ศ. …”
ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร แห่งทีดีอาร์ไอแจ้งว่า ถ้ากฎหมายฉบับนี้ผ่านสภาฯ ในภายภาคหน้า ชาวนาที่เคยเก็บเมล็ดข้าวเอาไว้หว่านข้าว ดำนาปลูกข้าวกินเองใช้เองอย่างในอดีตนั้น ทำไม่ได้แล้ว “ผิดกฎหมาย” มีโทษจำคุก 1 ปี ปรับ 1 แสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ถ้าจะปลูกข้าว ชาวนาจะต้องไปซื้อเมล็ดพันธุ์จากบริษัทที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ถนนทุกสายจะมุ่งสู่ผู้ที่มีอำนาจรัฐ !
กรมการข้าว คุมการเงิน คุมการวิจัย และเป็นผู้รับรองผลวิจัยเสร็จสรรพ
“ชาวนา” จงถอยไป !
ในอนาคตจะมีแต่บริษัทที่ขึ้นทะเบียนได้รับการรับรอง ที่เป็น “เจ้าของ” เมล็ดพันธุ์ข้าว
โคตรเหง้าเหล่าตระกูลที่ไม่ได้มาจากชาวนาอาจคิดว่า ทุนและการวิจัยพัฒนาจะก่อให้เกิดข้าวพันธุ์ดี โดยที่ไม่เคยรู้ว่าข้าวพันธุ์ดีๆ ที่กินกันอยู่ทุกวันนี้นั้นเกิดจากการพัฒนาของชาวนาทั้งสิ้น
แต่ต่อไปนี้ จงรู้เอาไว้
การทำนาโดยไม่รู้กฎหมาย อาจติดคุกได้
กระดูกสันหลังผุๆ ก็จะกลายเป็น “อาชญากร” !?!!

