‘ไบโอไทย’ โต้ ‘เจษฎา’ ปมพาราควอต ยันคลาดเคลื่อน ขาดความเข้าใจ

21.02.19 | 19:47 น.

เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ เพจมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย เผยแพร่ข้อความจากกรณีนายเจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ พาราควอต และไกลโฟเซต ดังนี้

มีข้อเขียนของ Jessada Denduangboripant เกี่ยวกับพาราควอต และไกลโฟเซต เผยแพร่เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2562 ที่ผ่านมา ซึ่งไบโอไทยเห็นว่าข้อมูลในข้อเขียนดังกล่าวบางส่วนผิดพลาด บางส่วนคลาดเคลื่อนไม่ตรงกับความเป็นจริง จึงขอให้ข้อมูลกับประชาชนดังต่อไปนี้

1.คำกล่าวที่ว่า “พาราควอตเป็นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีประสิทธิภาพดีมาก” ไม่เป็นความจริง

การวัดประสิทธิภาพของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชไม่ได้วัดจากการฉีดพ่นแล้ววัชพืชแห้งตายไปโดยเร็ว แต่ในทางวิชาการนั้นวัดจากปริมาณของวัชพืชที่แห้งตาย (Dry weight) เปรียบเทียบกับช่วงเวลาการฉีดพ่น (WAT- weeks after the treatment) ซึ่งพาราควอตอาจทำให้วัชพืชแห้งตายภายในสัปดาห์แรกมากกว่า แต่ ประสิทธิภาพลดลงในสัปดาห์ถัดไป ดังนั้นประสิทธิภาพของพาราควอตจึงไม่ดีเท่าสารอื่นๆอีกหลายชนิดเมื่อวัดจากระยะเวลาการฉีดพ่นที่ทิ้งระยะยาวนานกว่า

2. คำกล่าวที่ว่า “พาราควอตมีราคาประหยัดมาก” ไม่เป็นความจริงและไม่ใช่ข้อสรุปโดยทั่วไป

Advertisement

2.1 ปัจจุบันราคานำเข้าของพาราควอต (สารออกฤทธิ์) สูงกว่าสารอื่นๆทั้งหมดในสารเคมีกำจัดวัชพืชที่นำเข้ามากที่สุด 7 ชนิดนี้ (ตามข้อมูลการนำเข้าปี 2560 ของกรมวิชาการเกษตร)

2,4-ดี ราคานำเข้า 74.67 บาท/ก.ก.สารออกฤทธิ์
2,4-ดี-โซเดียม ราคานำเข้า 101.10 บาท/ก.ก.สารออกฤทธิ์
ไกลโฟเซต ราคานำเข้า 108.20 บาท/ก.ก.สารออกฤทธิ์
อะทราซีน ราคานำเข้า 144.96 บาท/ก.ก.สารออกฤทธิ์
ไดยูรอน ราคานำเข้า 209.08 บาท/ก.ก.สารออกฤทธิ์
อะมีทรีน ราคานำเข้า 213.70 บาท/ก.ก.สารออกฤทธิ์
พาราควอต ราคานำเข้า 222.47 บาท/ก.ก.สารออกฤทธิ์

2.2 หากวัดความประหยัดหมายถึงความคุ้มค่า หรือประสิทธิภาพในการกำจัดวัชพืชเปรียบเทียบกับราคาที่ต้องจ่ายต่อไร่ คำกล่าวที่บอกว่าพาราควตประหยัดมากก็ไม่ใช่ข้อสรุปทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น งานวิจัยชื่อ
Efficacy and Cost-Effectiveness of Three Broad-Spectrum Herbicides to Control Weeds in Immature Oil Palm Plantation ซึ่งทำโดยมหาวิทยาลัย 3 แห่งในมาเลเซียและอินโดนีเซียพบว่า พาราควอตมีความคุ้มค่าน้อยที่สุดในการกำจัดวัชพืชในสวนปาล์ม เมื่อเปรียบเทียบกับสารเคมีอื่นอีก 2 ชนิด ซึ่งนิยมใช้ในสวนปาล์มและยางพารา

3. ประเทศที่ให้ยกเลิกการใช้พาราควอต “มักจะใช้สาเหตุของการที่กลัวคนเอาไปฆ่าตัวตาย” เป็นข้ออ้างในการแบน ไม่เป็นความจริง

จากการสำรวจเหตุผลที่มีการแบนพาราควอตในประเทศต่างๆ 51 ประเทศทั่วโลก พบว่าเหตุผลใหญ่ในการใช้เป็นเหตุผลการแบนเนื่องจากความเป็นพิษภัยสูงที่เสี่ยงต่อการนำไปใช้งานและมีผลต่อสุขภาพคิดเป็นสัดส่วน 48% ของเหตุผลในการแบน 30% เพราะเหตุผลว่าก่อโรคพาร์กินสัน และมีประเทศต่างๆเพียง 3% เท่านั้นที่อ้างเหตุผลเพื่อป้องกันการนำไปใช้การฆ่าตัวตาย

4. คำกล่าวที่บอกว่าพาราควอตสามารถ “สลายตัวในสิ่งแวดล้อมค่อนข้างดี” ไม่เป็นความจริงอย่างสิ้นเชิง

ความเป็นจริงคือพาราควอตสามารถตกค้างในดินประเภทต่างๆอย่างยาวนาน ฐานข้อมูลของ EXTOXNET ของกระทรวงเกษตรสหรัฐ ซึ่งเป็นความร่วมมือของหลายมหาวิทยาลัยระบุว่า “พาราควอตต้านทานต่อการย่อยสลายด้วยจุลินทรีย์และแสงอาทิตย์ ตกค้างยาวนาน โดยครึ่งชีวิตของพาราควอตมีระยะเวลาตั้งแต่ 16 เดือน(ในห้องทดลอง) จนถึง 13 ปีในพื้นที่จริง” ในขณะที่ EPA แคลิฟอร์เนียระบุว่า “การย่อยสลายทางเคมี แสงอาทิตย์ และจุลินทรีย์นั้นเป็นกระบวนการที่ “extremely slow” มีงานวิจัยชั้นหลังอีกเป็นจำนวนมากที่พบว่าพาราควอต สามารถตกค้างได้นานกว่านั้นหลายเท่า

หากพาราควอตย่อยสลายได้ดีย่อมเป็นไปได้ยากที่พบการตกค้างในสิ่งมีชีวิตและมนุษย์ ซึ่งงานวิจัยของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเอง ยังพบการตกค้างเกินมาตรฐานในสิ่งมีชีวิตหลายชนิดบริเวณใกล้พื้นที่ฉีดพ่น รวมทั้งงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยมหิดลที่พบการตกค้างในขี้เทาของทารกแรกคลอดสูงถึง 54.7%

5. คำกล่าวที่ว่า “มีประเทศที่ยังใช้พาราควอตมากมายทั่วโลก” เป็นคำกล่าวที่ไม่ให้ข้อมูลที่แท้จริง

เนื่องจากส่วนใหญ่ของประเทศที่อ้างว่ายังมีการใช้พาราควอตอยู่นั้นส่วนใหญ่อยุ่ในประเทศแอฟริกา และมีการนับประเทศเล็กๆ หรือรัฐเล็กๆรวมอยู่ด้วยเพื่อให้มีตัวเลขจำนวนมาก และที่สำคัญไม่ได้กล่าวถึงปัญหาของประเทศจำนวนมากที่มีกฎหมายอ่อนแอ (มีรัฐบาลที่ไม่ปกป้องสุขภาพของประชาชน) โดยหลายสิบประเทศในจำนวนนั้นมีการอนุญาตให้ใช้แต่จำกัดการใช้อย่างเข้มงวดมาก เช่น ในบราซิลอนุญาตให้ใช้ได้ แต่ต้องใช้เครื่องจักรฉีดพ่นเท่านั้น ถึงกระนั้นก็ตาม ANVISA องค์กรด้านสุขภาพของรัฐบาลบราซิลยังเห็นว่าไม่ปลอดภัยเพียงพอ และดำเนินการเพื่อให้มีการยุติการใช้ในปี 2020 นี้ เป็นต้น

6. คำกล่าวที่ว่า “ไกลโฟเซตมีพิษต่ำ มีพิษน้อยกว่าเกลือแกง” เป็นคำกล่าวที่ขาดความเข้าใจและไร้ความรับผิดชอบ

พิษของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชนั้นแบ่งออกได้ 2 แบบ คือพิษเฉียบพลัน (acute toxicity) และพิษเรื้อรัง (chronic toxicity) ไกลโฟเซตมีพิษต่ำหากวัดจากปริมาณการกินทางปากเมื่อเปรียบเทียบกับสารเคมีกำจัดศัตรูพืชอื่น แต่ไกลโฟเซตมีพิษเรื้อรังโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากงานศึกษาของ IARC ขององค์การอนามัยโลกที่ยืนยันชัดเจนว่าเป็นสารที่น่าจะก่อมะเร็งชั้น 2A ทั้งนี้ไม่นับโรคอีกหลายชนิดที่มีความสัมพันธ์กับสารพิษที่มีความเสี่ยงสูงชนิดนี้

คำกล่าวที่ว่าไกลโฟเซตมีพิษต่ำกว่าเกลือแกงเคยเป็นคำโฆษณาของบริษัทมอนซานโต้ ซึ่งขณะนี้ถูกถอดออกไปแล้ว แต่ขณะนี้มีเกษตรกรจำนวนมากได้ยกคำโฆษณาดังกล่าวเป็นหลักฐานในการฟ้องร้องคดีต่อบริษัทดังกล่าว

7. การคัดค้านการแบนพาราควอต โดยให้ “เกษตรกรเป็นผู้ตัดสินใจ” เป็นคำกล่าวที่ไม่เข้าใจกระบวนการตัดสินใจทางนโยบายที่ต้องคุ้มครองผลประโยชน์ของคนส่วนใหญ่

7.1 การตัดสินใจในการแบนสารพิษใดๆ ควรเป็นการตัดสินใจร่วมกันของสังคมภายใต้หลักการที่ทุกฝ่ายมีข้อมูลและเหตุผลครบถ้วน ปัญหาของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชนั้นไม่ใช่ปัญหาที่เกิดกับเกษตรกรเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของผู้บริโภค ปัญหาภาระของระบบบริการสุขภาพ และปัญหาของสิ่งแวดล้อมด้วย โดยต้องชั่งน้ำหนักระหว่างปัญหาผลกระทบต่อสุขภาพที่จะเกิดกับเกษตรกรเอง ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม กับผลประโยชน์และความเสียหายทางเศรษฐกิจทั้งระยะสั้นและระยะยาวประกอบกัน โดยตลอดหลายปีของการถกเถียงเรื่องนี้สังคมไทยส่วนใหญ่มีแนวโน้มเห็นพ้องต้องกันในการแบนสารพิษที่เสี่ยงเกินกว่าที่จะนำมาใช้ต่อไปเช่น พาราควอต และคลอร์ไพริฟอส เป็นต้น

7.2 ในกรณีการแบนพาราควอต และคลอร์ไพริฟอสนั้น สภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งเป็นองค์กรที่เป็นตัวแทนของเกษตรกรจากทั่วประเทศอย่างเป็นทางการ มีคำแถลงส่งถึงนายกรัฐมนตรีให้มีการแบนสารพิษดังกล่าวแล้ว ในขณะที่แกนนำของกลุ่มที่อ้างตัวว่าเป็นตัวแทนของเกษตรกร เช่น “สมาพันธ์เกษตรปลอดภัย” กลับเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นและดำเนินการโดยสมาคมผู้ค้าสารเคมีกำจัดศัตรูพืช

ข้อเขียนของบุคคลสาธารณะเช่น Jessada Denduangboripant ควรเป็นข้อเขียนที่ยืนอยู่บนพื้นฐานข้อเท็จจริง มีเหตุผลน่าเชื่อถือ และพร้อมที่จะถกเถียงเพื่อให้ประชาชนได้ตัดสินใจอย่างเปิดเผย ซึ่งไบโอไทยเห็นว่าข้อเขียนข้างต้นของเขาต่ำกว่ามาตรฐานที่ควรจะเป็น แต่ก็เชื่อว่าสังคมไทยเติบโตพอที่จะใช้วิจารณญาณในการแสวงหาความจริงในเรื่องดังกล่าว

เอกสารอ้างอิง (ไม่ได้เรียงตามลำดับเนื้อหา)

1.งานวิจัยเรื่องประสิทธิภาพและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจของพาราควอตเปรียบเทียบกับสารอื่น 2 ชนิด
Wahyu Wibawa , Mohd Ghazali Mohayidin, Rosli B. Mohamad, Abdul Shukor Juraimi and Dzolkhifli Omar (2010). Efficacy and Cost-Effectiveness of Three
Broad-Spectrum Herbicides to Control Weeds in Immature Oil Palm Plantation. Pertanika J. Trop. Agric. Sci., 33(2), 233 – 241.

2. งานวิจัยการตรวจพบพาราควอตในขี้เทาเด็กทารกแรกเกิดสูงถึง 54.7%จากมารดา 53 คน – Pajaree Konthonbut, Pornpimol Kongtip, Noppanun Nankongnab, Mathuros Tipayamongkholgul, Witaya Yoosook and Susan Woskie. (2018). The Paraquat Exposures of Pregnant Women and Neonates in Agricultural Areas in Thailand. Int. J. Environ. Res. Public Health, 15(1163)).

3. การพบพาราควอตตกค้างในอาหารแปรรูป เช่น แป้ง เบียร์ และอาหารเด็ก G.P. Danezis, C.J. Anagnostopoulos, K. Liapis, M.A. Koupparis. (2016). Multi-residue
analysis of pesticides, plant hormones, veterinary drugs and mycotoxins using HILIC chromatography-MS/MS in various food matrices. Analytica Chimica Acta,
942, 121-138.)

4. ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับพาราควอตและการตกค้างในดินของ USDA
http://pmep.cce.cornell.edu/…/metiram-pro…/paraquat-ext.html A Pesticide Information Project of Cooperative Extension Offices of Cornell
University, Michigan State University, Oregon State University, and University of California at Davis. Major support and funding was provided by the
USDA/Extension Service/National Agricultural Pesticide Impact Assessment Program. Paraquat / Publication Date: 9/93

5. งานวิจัยของ EPA แคลิฟอร์เนียเกี่ยวกับการตกค้างในดิน Environmental fate and ecotoxicology of paraquat: a California perspective / Fabio Sartori and Edgar Vidrio
Department of Pesticide Regulation, California Environmental Protection Agency, Sacramento, California, USA

6. ข้อเสนอของ Brazilian Health Regulatory Agency (ANVISA) ให้เลิกใช้พาราควอตภายในปี 2020
http://portal.anvisa.gov.br/…/399e71db-5efb-4b34-a344-9d7e6…)

7. ข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณการนำเข้า และราคา ของสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ดูได้จาก เว็บไซท์ของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

8. สถาบันวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศ (IARC) ภายใต้องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้เป็นสารที่น่าจะก่อมะเร็งในมนุษย์ (2A)
(http://monographs.iarc.fr/…/Monographs/vol112/mono112-10.pdf)

9. งานวิจัยของคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เกี่ยวกับการตกค้างของพาราควอตในปู หอย และปลา- Pesticide Residues and Health of Sentinel Animals in Agroecosystem.Noppadon Kitana,Rachata Maneein, Panupong Thammachoti,Tongchai Thitiphuree, Khattapan Jantawongsri, Wichase Khonsue, Jirarach Kitana, Pakorn Varanusupakul. Faculty of Science, Chulalongkorn University.Paper presented at GEOHealth Hub Networking Meeting, Faculty of Public Health, Mahidol University, February 6, 2019.