‘บิ๊กโจ๊ก’ขุดรากถอนโคน เงินกู้นอกระบบ ปูพรม 82 จุด 11 จว. จับ 14 นายทุน อายัด 644 ล้าน

23.02.19 | 12:33 น.

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. พล.ต.ต.บุญลือ กองบางยาง รอง ผบช.ภ.4 พล.ต.ต.จำนงค์ รัตนกุล รอง ผบช.ภ.5 นายพีรพัฒน์ อิงพงษ์พันธ์ เลขานุการกรม สำนักงาน ปปง. นายมนัส ขันใส รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พล.ต.ต.พนัญชัย ชื่นใจธรรม ผบก.สตม. พล.ต.ต.อาชยน ไกรทอง ผบก.ตม.3 พ.ต.อ.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒนชัย รอง ผบก.สส.ภ.5 พ.อ.อโณทัย ชัยมงคล รอง ผบ.มทบ.33 พ.ต.อ.แดนไพร แก้วเวหล ผกก.สภ.ภูผาม่าน ร่วมกันแถลงระดมกวาดล้างเงินกู้นอกระบบ ตามยุทธการ ขุดรากถอนโคนอาชญากรรม ทำบ้านเมืองให้น่าอยู่ ทวงคืนความเป็นธรรมให้ลูกหนี้เงินกู้นอกระบบ หลังได้รับการร้องเรียนจากประชาชนในพื้นที่ว่าถูกนายทุนเงินกู้รายใหญ่ปล่อยเงินกู้อัตราดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด


พล.ต.ท.สุรเชษฐ์กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้กระจายกำลังปูพรม 82 จุดใน 11 จังหวัด ประกอบไปด้วย กรุงเทพฯ, ชลบุรี, เชียงใหม่, เชียงราย, ลำปาง, ลำพูน, พะเยา, แพร่, น่าน, แม่ฮ่องสอน, และอุดรธานี จับกุมนายทุนเงินกู้ดอกเบี้ยโหด 14 ราย จาก 55 เครือข่าย จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ จำนวน 14 คน ประกอบด้วย นายวรรษา เจนติยานุรักษ์, นายวินัย สิงห์เผือก, นายธัญยบูรณ์ หอมกลิ่น, นายนิรุต กมลมาลย์, นายอิทธิพัทธ์ สังข์ทอง, นายทวี หรือหมี คำเสียง, นายหัสชัย โพนปลัด, นายวุฒินันท์ ขอเหนี่ยวกลาง, นายชุติเทพ สุโพธิ์, นายเจษฎา ศรีสกุล, น.ส.วลัยพร ประสพ โดยเบื้องต้นแจ้งข้อหา “อั้งยี่และร่วมกันให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด” และนางพัชริน แต้กุล, นายณัฐพล อยู่สำราญ, นายพีระ ปฏิกรณ์ ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันให้ผู้อื่นกู้ยืมเงินหรือกระทำการใดๆ อันเป็นการอำพรางให้กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด” พร้อมยึดอายัดทรัพย์สิน ผู้ต้องหา มูลค่า 644.9 ล้านบาท ประกอบด้วย อาคารพาณิชย์และที่ทำการบริษัท จำนวน 6 แห่ง, โรงแรมจำนวน 4 แห่ง, ร้านอาคารสถานประกอบการจำนวน 2 แห่ง ที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง 1 แปลง รถยนต์ 25 คัน ตรวจยึดโฉนดที่ดิน จำนวน 197 ฉบับ เนื้อที่ 220 ไร่ มูลค่า 218 ล้านบาท พร้อมเอกสารที่เกี่ยวข้องทางคดีอีกหลายรายการ รวมมูลค่าทั้งสิ้น 972.9 ล้านบาท

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์กล่าวอีกว่า การแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบ ถือเป็นวาระแห่งชาติที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ความสำคัญ เร่งรัดขับเคลื่อนแก้ไข จึงได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันบูรณาการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลและดำเนินการปราบปรามผู้กระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบอย่างจริงจัง จะเห็นได้ว่าปัญหาหนี้นอกระบบได้สร้างปัญหาก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำในสังคม โฉนดที่ดินตกอยู่ในกลุ่มนายทุนเพียงไม่กี่คน หนำซ้ำยังเอาเปรียบลูกหนี้อีกด้วย ซึ่งที่ผ่านมาได้ดำเนินการปราบปรามทั่วประเทศ บังคับใช้กฎหมายเพื่อคืนที่ดินให้กับประชาชนที่ถูกนายทุนเอารัดเอาเปรียบ

ในส่วนพฤติกรรมของนายทุนส่วนใหญ่ไม่ต่างจากเดิม มีการทำนิติกรรมอำพราง ให้ชาวบ้านเซ็นชื่อในกระดาษเปล่า อีกทั้งมีการเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยเกินกว่ากฎหมายกำหนด ซึ่งในรายของนายทุนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ พบว่ามีการเปิดกิจการธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคล หรือธุรกิจลีสซิ่ง ซึ่งมีทั้งเปิดโดยถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย มีการกระทำผิดเงื่อนไขตามตกลง โดยมีการเรียกเก็บอัตราดอกเบี้ยสูง ในส่วนนี้ถือว่าผิดกฎหมายเรียกดอกเบี้ยเกินกว่ากำหนด ทั้งนี้ในเชียงใหม่จับกุมนายทุนเครือข่ายบริษัท เอ็ม.อี. ลีสซิ่ง จำกัด ซึ่งมีสาขาย่อยกว่า 10 สาขา โดยมีนายพีระ ปฏิกรณ์ เป็นกรรมการบริษัท ในส่วนของ จ.แพร่ พะเยา และอุดรธานี เป็นการขยายผลเครือข่ายของเซนลีสซิ่ง ซึ่งนายทุนมีพฤติกรรมรับขายฝากที่ดิน มีสาขา 1,500 สาขาทั่วประเทศ ต่อมาปรากฏว่าที่ดินของชาวบ้านที่นำมาจำนองถูกกรมสรรพากรอายัดไว้เนื่องจากนายทุนมีพฤติกรรมหลบเลี่ยงภาษี ตั้งแต่ปี 2544 หลังถูกสำนักตรวจสอบภาษีอากรกลาง กรมสรรพากรกลาง ประเมินเรียกเก็บภาษีย้อนหลัง 260 ล้านบาท และมีการฟ้องร้องกัน ภายหลังศาลฎีกาได้พิพากษาให้กรมสรรพากรชนะคดี ทำให้กรมสรรพากรต้องยึดที่ดินกว่า 400 ไร่ โดยใช้อำนาจตาม ม.12 ประมวลรัษฎากร ยึดที่ดินดังกล่าวไว้ ซึ่งปัจจุบันยังมีการเรียกเก็บดอกเบี้ยกับชาวบ้าน แม้ที่ดินถูกสรรพากรอายัดก็ตาม หลังจากนี้จะดำเนินการตามแนวทางโดยการยึดอายัดทรัพย์ที่ได้มาจากการกระทำความผิดของผู้ต้องหาเพื่อมาเฉลี่ยทรัพย์คืนเป็นที่ดินให้ชาวบ้าน อย่างไรก็ตามหลังจากนี้จะประสานทางกระทรวงการคลังเพิกถอนใบอนุญาตลีสซิ่งที่กระทำผิดเงื่อนไข และปราบปรามลีสซิ่งที่เปิดผิดกฎหมายต่อไป

Advertisement