ทำดีปิดเหมืองทอง

17.05.16 | 10:42 น.

ช่างหัวสหรัฐอเมริกาเป็นไร จำเป็นอะไรต้องสนใจข้อกล่าวหาเรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชนจากเล่ห์กล “ชักศึกเข้าบ้าน” ของขั้วอำนาจเก่า ในเมื่อรัฐบาลสามารถทำเรื่องที่ควรทำให้ประชาชนได้ทุกสัปดาห์

สัปดาห์ที่แล้ว รัฐบาลได้คะแนนไปเต็มๆ จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ยกเลิกทุกสัมปทานเหมืองทองคำภายในสิ้นปี 2559 และนับแต่ปี 2560 เป็นต้นไปจะไม่มีธุรกิจเหมืองทองคำอีกแล้ว

แม้ผลงานชิ้นนี้จะไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนนโยบาย “ปิดป่า” สมัย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เป็น รมว.เกษตรฯ แต่ผลบวกที่ได้รับกลับมาก็มากพอจะช่วยพยุงเสถียรภาพของรัฐบาลให้เดินต่อไปได้ท่ามกลางแรงกดดันจากภายนอก

ในยุคนักเลือกตั้งครองเมือง ทุกรัฐบาลสนับสนุนคุ้มครองธุรกิจเหมืองแร่ทองคำเรื่อยมา รู้ทั้งรู้ว่ามันไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจ รู้ทั้งรู้ว่ามันให้รายได้ประเทศแค่ปีละ 400 ล้านบาท เพียงเท่านี้จริงๆ เพื่อแลกกับผลกระทบต่อวิถีชุมชน สุขภาวะชาวบ้าน และระบบนิเวศวิทยาโดยรอบ แลกกับมลภาวะเป็นพิษซึ่งคร่าชีวิตผู้คนในแบบ “ตายผ่อนส่ง” ฯลฯ ยิ่งปล่อยไว้นานวันเข้า ยิ่งก่อให้เกิดปัญหาความแตกแยกระหว่างชาวบ้านในชุมชนโดยรอบ กระทั่งบานปลายกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างเครือข่ายภาคประชาสังคมกับรัฐบาล

ถ้าไม่ใช่รัฐบาลชุดนี้ซึ่งฝ่ายนิยมนักเลือกตั้งเรียก “เผด็จการทหาร” จะมีรัฐบาลนักเลือกตั้งชุดไหนกล้าใช้ “อำนาจเด็ดขาดเพื่อประชาชน” ไปปิดเหมืองไหม?

Advertisement

เมื่อรัฐบาลทำในเรื่องที่ควรทำให้ประชาชนอีกครั้ง ทั้งชาวบ้าน เครือข่ายภาคประชาชน และผู้คนส่วนใหญ่ในสังคม ย่อมให้ความไว้วางใจต่อรัฐบาลเพิ่มขึ้นอีกไม่มากก็น้อย

นี่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ ยิ่งทำดีเรื่อยๆ ก็ยิ่งได้ใจคน ยิ่งทำเรื่องเลวๆ ยิ่งศรัทธาเสื่อมทรุด

หลังจากมติ ครม.ปิดเหมืองทองคำถาวร ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ของฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายเอกชนผู้ประกอบการแล้วมั่นใจว่า ฝ่ายแรกมีน้ำหนักมากกว่าเยอะ ถึงฝ่ายหลังจะฟ้องศาลก็ยากจะชนะ

อรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม นำข้อมูลมายืนยันความไม่คุ้มค่าในเชิงเศรษฐกิจของเหมืองทองว่า ผู้ประกอบการต้องใช้หินแร่ (สินแร่) 1 ตัน ผลิตทองคำได้เพียง 1 กรัม และผลิตทองคำได้เพียง 3-4 ตันต่อปี มีมูลค่าประมาณ 3,600 ล้านบาทต่อปี

ผมถือว่ามูลค่าในเชิงเศรษฐกิจน้อยมาก เมื่อเปรียบเทียบกับแหล่งแร่ทองคำที่มีคุณค่าในเชิงพาณิชย์ ตามมาตรฐานสากลต้องมีทองคำมากกว่า 3 กรัมในเนื้อหินแร่หนัก 1 ตัน หรือมีทองคำหนัก 1 บาท (15.2 กรัม) ในเนื้อหินหนักประมาณ 5 ตัน

แต่สำหรับบ้านเราได้แค่ 1 กรัมเท่านั้น!?

คิดดูซิ บริษัทขุดเอาหินแร่น้ำหนัก 1 ตัน หรือ 1,000 กิโลกรัม (กก.) มาถลุงได้ทองคำแค่ 1 กรัม นั่นหมายความว่า ต้องใช้หินแร่ 15-16 ตัน จึงจะผลิตทองคำน้ำหนัก 1 บาท

มันคุ้มไหม? กับความโง่เขลาที่ปล่อยให้ใครไม่รู้มาทำลายป่าไม้ ระเบิดขุนเขา ขุดผิวโลก แลกกับทองคำจำนวนไม่มาก แล้วทิ้งเศษซากถลุงเกลื่อนไปทั่วเขตแดน

ในขณะที่รัฐและท้องถิ่นได้รับค่าภาคหลวงปีละประมาณ 300 ล้านบาท ภาษีเงินได้นิติบุคคลปีละประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอกับการชดเชยความเสียหายอันประเมินค่าไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่พังพินาศไปแล้ว และการรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วยจากมลพิษโลหะหนัก 9 ชนิด ได้แก่ ไซยาไนด์, แคดเมียม, สารหนู, ตะกั่ว, แมงกานีส, ทองแดง, นิกเกิล, เหล็ก และโครเมียม

ทีนี้มาดูคำชี้แจงของบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) หลังมติปิดเหมืองกันบ้าง ตัวแทนบริษัทพรรณาถึงความเสียหายหลังโดนปิดเหมืองว่า บริษัทประเมินว่าในเหมืองสัมปทานทั้งหมดมีทองคำบริสุทธิ์ราว 80 ตัน ขณะนี้ขุดไปแล้วราว 50 ตัน ยังเหลืออีก 30 ตัน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 40,000 ล้านบาท

ผมลองคำนวณเคร่าๆ ว่า บริษัทต้องระเบิดเขา เจาะใต้ดิน เพื่อนำหินแร่มาถลุงเท่าไหร่จึงจะได้ทองคำ 30 ตัน หรือ 30 ล้านกรัม เมื่อคำนวณจากคุณภาพหินแร่ในแหล่งเมืองไทย ปริมาณ 1 ตัน ถลุงได้ทองคำ 1 กรัม

เราต้องใช้หินแร่ 30 ล้านตันมาถลุง จึงจะได้ทองคำ 30 ตัน นึกถึงภาพป่าไม้ ภูเขา ปฐพี ถูกเฉือนหายไปจากโลกที่ร้อนระอุใบนี้ก็แล้วกัน