ตามที่พรรคภูมิใจไทย ตั้งข้อสังเกตกฎหมายเกี่ยวกับกัญชาของรัฐบาล ว่า เหมือนเป็นการผูกขาด เพราะประชาชนก็ทำไม่ได้ ขณะเดียวกันหลังประกาศออก ทางกระทรวงสาธารณสุขได้ทำโรงเรือนระบบปิดปลูกกัญชาได้เลยในเวลาไม่กี่วัน และสร้างภาพใส่ชุดปลอดเชื้อใช้งบกว่า 10 ล้านบาท แล้วบอกว่าจะขายในราคาไทยๆ ซีซีละ 100-200 บาท ซึ่งถือว่าสูงมากจะกระทบกับประชาชน พร้อมยืนยันว่าพรรคภูมิใจไทยมีนโยบายใช้กัญชาทางการแพทย์เชิงพาณิชย์ ใช้สันทนาการที่บ้าน และใช้ประกอบอาหาร และให้ครอบครัวปลูกได้ 6 ต้นเสียใบอนุญาตต้นละ 30 บาทนั้น
อ่านข่าวเกี่ยวข้อง>>
‘ศักดิ์สยาม’ ยัน นโยบาย ‘กัญชาเสรี’ ต้องให้ประชาชนปลูกได้ ไม่ใช่ผูกขาดที่นายทุน
อย.หารือ ‘ปิยะสกล’ แก้เข้าใจผิดปลูกกัญชาเสรี 4 มี.ค.นี้
เมื่อวันที่ 3 มีนาคม ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกรรมการแพทยสภา กล่าวว่า สำหรับเรื่องราคาขายน้ำมันกัญชาที่จะออกมาในอนาคตนั้น ซึ่งทาง อภ.ก็ต้องมีการกำหนดราคาขึ้นมา จริงๆ ต้องไม่แพงเว่อร์จนเกินไป และที่สำคัญต้องมีราคากลางขึ้น โดยกระบวนการกำหนดราคากลางนั้น จะมีการดำเนินการอยู่แล้ว แต่เรื่องกัญชาจำเป็นต้องได้ข้อมูลรอบด้าน ซึ่งตนจะไปสอบถามกับทางชมรมใต้ดินว่า ราคาเฉลี่ยเท่าไหร่ ซึ่งจะไม่เท่ากัน อย่างหากมีสาร THC มาก ราคาก็จะถูกหน่อย เนื่องจากเป็นสารที่หาง่าย แต่หากมีสาร CBD มากก็จะมีราคาสูงขึ้นมา เพราะหายากกว่า แต่หากเป็นกัญชาสายพันธุ์ผสม ก็จะแพงขึ้น แต่ไม่มากจนรับไม่ได้ ซึ่งตรงนี้เมื่อได้ข้อมูลมา ตนจะเสนอทาง อภ.ด้วย
ด้าน นพ.โสภณ เมฆธน ประธานคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) และประธานคณะกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ กล่าวว่า ในเรื่องของโรงเรือนระบบปิดที่ ทางองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ได้จัดทำเพื่อปลูกกัญชา และจะนำมาสกัดเป็นน้ำมันกัญชาทางการแพทย์นั้น ไม่ใช่ว่าหลังกฎหมายแล้วทาง อภ.ก็ได้รับอนุญาตอย่างรวดเร็ว เปิดทำการทันที แต่เพราะอภ.มีการเตรียมการมาเป็นปีๆ แล้ว แบ่งออกเป็นระยะการทำงานต่างๆ อย่างไรก็ตาม ส่วนงบประมาณ 10 ล้านบาทสำหรับการทำการปลูกระบบปิดนั้น ก็เพื่อเป็นการควบคุมมาตรฐานการปลูกให้ปลอดเชื้อ ปลอดเชื้อรา มีการควบคุมแสงควบคุมอุณหภูมิ เพื่อให้ได้มาตรฐานสากลที่เรียกว่า มาตรการการผลิตเป็นยา หรือเมดิคัล เกรด ซึ่งรูปแบบเป็นแบบนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่า อภ.จะห้าม หรือแนะนำให้ปลูกเฉพาะระบบปิดเท่านั้น เพราะข้อมูลขณะนี้ยังไม่สามารถไปแนะนำอะไร ทาง อภ.ก็ต้องมีการพัฒนาไปเรื่อยๆ เช่นกัน
“การปลูกขณะนี้ มี 3 แบบ คือ 1.ปลูกในระบบปิด หรือ Indoor อย่างเนเธอร์แลนด์ก็ทำ ซึ่ง อภ.ก็ทำรูปแบบนี้ด้วยเหตุผลที่กล่าวข้างต้น 2.แบบกรีนเฮ้าส์ (Green House) หรือกระโจมใช้แสงแดด แต่หากต้องการแสงมากก็อาจติดหลอดไฟเฉพาะเพิ่มเติม และยังมีระบบปิดหลังคารอบ ป้องกันแสดงได้ ซึ่งอิสราเอลทำอยู่ และ 3.ปลูกกลางแจ้ง หรือ Outdoor คือ ปลูกกลางแจ้งกลางป่า ซึ่งก็ปลูกได้ ไม่เคยบอกว่าห้ามปลูก แต่หากปลูกก็ต้องควบคุมดิน ไม่ให้ดินมีสารปนเปื้อน อย่างโลหะหนัก ควบคุมเชื้อรา ซึ่งโคลัมเบียมีปลูกวิธีนี้” นพ.โสภณ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่ามีความเข้าใจว่า อภ.จะจำหน่ายในราคาสูง นพ.โสภณกล่าวว่า พันธกิจของ อภ. คือ ต้องทำให้ประชาชนเข้าถึงยา มีกำลังจ่ายได้ และยาที่ผลิตต้องได้คุณภาพมาตรฐาน ส่วนกัญชาเพื่อทางการแพทย์ที่จะผลิตเป็นน้ำมันกัญชานั้น ก็ต้องอยู่ในพันธกิจด้วย คือ ไม่สามารถขายแพงได้ เพราะ อภ.เป็นหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ที่ไม่มุ่งหวังกำไร ซึ่งมีกฎหมายครอบและควบคุมอยู่ อย่างไรก็ตาม กัญชา เป็นเรื่องใหม่ ในเรื่องราคากลางยังไม่มี แต่โดยกระบวนการจะต้องมีการหารือเพื่อให้ได้ข้อสรุปว่าจะจำหน่ายได้ในราคาเท่าไหร่ อย่างไร
ประธานบอร์ด อภ.กล่าวอีกว่า จริงๆ ก่อนหน้าที่ อภ.วางแผนในการปลูกกัญชาว่า จะทำรูปแบบไหนนั้น จะมีนักวิชาการ มีทีมมาพิจารณาต่างๆ ซึ่งหากเราจะผลิตเป็นยาก็ต้องพัฒนาให้ได้คุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ที่ต้องให้เข้าสู่เมดิคัล เกรดให้ได้ ก็คิดว่า เริ่มแรกจะเน้นแบบคุณภาพไปเลยหรือไม่ เพราะสารแต่ละชนิด อย่าง THC และ CBD จะเหมาะในการรักษาโรคที่แตกต่างกัน อย่าง CBD สูงก็จะช่วยเรื่องลมชักดี เป็นต้น ตรงนี้ต้องมีการพัฒนาสายพันธุ์ควบคู่อีก พร้อมกับต้องมีการควบคุมคุณภาพ สารสำคัญต่างๆ ความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน จึงทำให้ต้องปลูกในระบบปิด ส่วนอนาคตหากการควบคุมคงตัวก็อาจร่วมกับวิสาหกิจชุมชนในการปลูก ผลิต แต่ก่อนจะถึงขั้นนั้น อภ.ก็ต้องมั่นใจในการผลิตของตัวเองที่มีคุณภาพก่อนด้วย
เมื่อถามว่าหลายคนสงสัยว่าทำไมต้องผูกขาดโดยรัฐก่อน 5 ปี นพ.โสภณกล่าวว่า ตามกฎหมายไม่ได้ให้ผูกขาดโดยรัฐ แต่ที่กำหนดคือต้องร่วมกับภาครัฐ เนื่องจากอย่าลืมว่ากัญชาทางการแพทย์ ไทยยังใหม่ในแง่ของการพัฒนาสารสกัด การทำเป็นยา แต่ต่างประเทศพัฒนาไปไกลแล้ว หากเราเปิดตั้งแต่แรก ต่างประเทศก็จะเข้ามาใช้ช่องทางนี้ ก็อยู่ที่เราจะเลือก อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ก็มีหน่วยงานของรัฐ องค์กรต่างๆ สถาบันการศึกษาก็เตรียมพร้อมในการจะมาขออนุญาตเช่นกัน อย่างขณะนี้ที่มีมาขออนุญาตกับทาง อย. และได้รับการอนุญาตแล้ว มีทาง อภ. และมีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกร่วมกับศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (ไบโอเทค) ในการปลูกเพื่อนำมาสกัดเป็นยารักษาโรค


