รองโฆษกอัยการเตือน ‘พนักงานสอบสวน’ ถ่ายสำเนาสำนวนไว้ควรระวังข้อครหาค้าสำนวน

5.03.19 | 15:40 น.

เมื่อวันที่ 5 มีนาคม จากกรณีที่ปรากฏว่าข่าวเกี่ยวกับเรื่องการค้าสำนวนส่งต่อในกลุ่มทนายความ อัยการ และนักกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดี ที่ส่งผลกระทบต่อรูปคดีของฝ่ายอัยการ โดยเป็นหนังสือปี 2552 จากอัยการจังหวัดในเขตภาค 4 มีไปถึงผู้บังคับการตำรวจจังหวัดแห่งหนึ่ง ใจความว่า มีพนักงานสอบสวนบางคนได้ส่งเอกสารในสำนวนการสอบสวนให้ศาลตามหมายเรียก โดยมีทนายความจำเลยเป็นคนขอ ทั้งที่สำนวนการสอบสวนพนักงานสอบสวนได้ส่งไปให้อัยการไปหมดแล้วตามกฎหมาย ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้อง เพราะเอกสารที่ทนายจำเลยขอนั้น เป็นคุณแก่ฝ่ายจำเลย เพราะนำไปใช้ในการหักล้างพยานโจทก์ ทำให้การบังคับใช้กฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพ และเสียหายแก่รูปคดี ดังนั้นหากทนายจำเลยขอหมายเรียกต่อศาลดังกล่าว ให้พนักงานสอบสวนทำหนังสือแจ้งกลับไปว่าไม่อาจส่งสำเนาสำนวนได้เพราะส่งให้อัยการไปหมดแล้ว


รายงานข่าวด้วยว่า ในช่วงปลายปี 2561 มีนักกฎหมายได้ไปร้องต่อสำนักงานอัยการสูงสุด ทำนองขอเปิดโปงขบวนการ “ค้าสำนวน” คือมีเจ้าหน้าที่รัฐบางคนแอบเก็บสำนวนไว้ขายให้ฝ่ายผู้ต้องหาหรือจำเลยที่มีคดีอยู่ในชั้นศาล เพื่อจะเอาสำนวนไปต่อสู้คดีเพื่อให้ศาลเกิดความสงสัยในพยานหลักฐานซึ่งทางสำนักงานอัยการได้ตรวจเอกสารที่นำมาร้อง พบว่า สำนวนดังกล่าวยังไม่มีลายมือชื่อพนักงานสอบสวน แสดงว่าเอกสารที่อ้างว่ามีการค้าสำนวนนั้นไม่น่าจะหลุดไปจากอัยการ เพราะการส่งสำนวนให้อัยการทุกครั้ง ทางนิติกรอัยการต้องตรวจดูลายมือชื่อก่อนว่าครบหรือยัง ถ้าลงชื่อไม่ครบจะไม่รับไว้

นายโกศลวัฒน์ อินทุจันทร์ยง รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวถึงกรณีนี้ว่า เอกสารดังกล่าวจากสำนักงานอัยการในภาค 4 มีไปถึงผู้บังคับการตำรวจ เป็นเอกสารที่เกิดขึ้นนานแล้ว แต่หลักการยังใช้ได้อยู่ในปัจจุบัน เพราะยังมีเรื่องค้าสำนวนมาร้องที่สำนักงานอัยการ เพราะยังมีปัญหาการนำเอาสำนวนการสอบสวนที่เป็นประโยชน์แก่จำเลย ไปให้ฝ่ายจำเลยเอาไปใช้ประโยชน์ในการสู้คดีในศาล ทำให้รูปคดีเสียหายจริง หรือเรียกรู้เขารู้เราหรือรบร้อยครั้งก็ชนะทั้งร้อยครั้ง

นายโกศลวัฒน์กล่าวว่า เหตุที่เป็นปัญหาคือ ทนายจำเลยหรือจำเลยรู้ได้อย่างไรว่ามีข้อความอันเป็นประเด็นสำคัญที่เป็นประโยชน์ของตนอยู่ในสำนวน และพนักงานสอบสวนบางคนทำไมยังเก็บสำนวนทั้งหมดไว้ ทั้งที่ตามกฎหมาย ป.วิอาญา ต้องส่งให้อัยการทั้งหมด พนักงานสอบสวนไม่มีหน้าที่เก็บสำนวนไว้อีก จะเก็บได้ก็แค่ “กากสำนวน” (เอกสารนำส่งสำนวน) เท่านั้น ตำรวจจะเก็บไว้ทำไม การเอาไปถ่ายเอกสารต้องใช้เวลาและใช้เงิน ปกติคงไม่มีใครเอาสำนวนไปถ่ายเก็บไว้

Advertisement

รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดกล่าวอีกว่า อำนาจการสอบสวนของพนักงานสอบสวนสิ้นสุดเมื่อส่งมอบสำนวนการสอบสวนให้พนักงานอัยการตาม ป.วิอาญา มาตรา 140 พนักงานสอบสวนจะถ่ายเอกสารการสอบสวนเก็บไว้หรือไม่ ทางปฏิบัติห้ามไม่ได้ แต่ไม่มีอำนาจใดในการสอบสวนต่อไปอีกแล้ว จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้เมื่ออัยการมีคำสั่งเช่นสอบสวนเพิ่มเติมเท่านั้นตามมาตรา 143 เมื่อกระบวนการยุติธรรมไปสู่ศาลแล้ว ทนายจำเลยมาขอหมายศาลเรียกเอกสารที่เป็นคุณแก่จำเลย การส่งเอกสารให้ศาลต้องใช้ต้นฉบับเป็นสำคัญเว้นแต่ต้นฉบับสูญหาย พนักงานสอบสวนหรือตำรวจต้องทำหนังสือรายงานศาลไปว่าต้นฉบับเอกสารตามหมายศาลอยู่ในความครอบครองของพนักงานอัยการ และแจ้งเหตุขัดข้องให้ศาลทราบ ศาลจะได้สอบถามกับพนักงานอัยการโดยตรง ไม่ควรนำสำเนาที่เก็บไว้ส่งไปศาลเพราะไม่ใช่ต้นฉบับโดยไม่แจ้งให้พนักงานอัยการทราบ อันอาจกระทบกระเทือนต่อการทำหน้าที่ของอัยการ

“ถ้าศาลต้องการเอกสารก็จะเรียกให้อัยการส่งต้นฉบับแก่ศาลเอง และการรับฟังพยานหลักฐานก็จะใช้แต่ต้นฉบับเท่านั้นจะรับฟังได้ การที่พนักงานสอบสวนแอบถ่ายสำเนาเพื่อรอให้คนมาขอนั้น สำเนาเอกสารไม่น่าจะใช้ประโยชน์อะไรได้ การที่พนักงานสอบสวนจะถ่ายสำเนา ควรมีความระมัดระวัง ไม่เช่นนั้นจะมีข้อครหาว่ามีการค้าสำนวนกันขึ้นในกระบวนการยุติธรรม ทุกวันนี้เราไม่อยากกล่าวหาว่ามีการถ่ายสำนวนไว้เพื่ออะไร เพราะเรื่องในสำนวนเเค่ทำให้สงสัยก็เป็นเหตุยกฟ้องได้ อัยการเหนื่อยกว่าต้องพิสูจน์ทำให้ศาลเชื่อเเละลงโทษ อย่าไปคิดว่าอัยการเอาเปรียบ” นายโกศลวัฒน์กล่าว