ปิดตำนาน ‘บ้านครูน้อย’ โดมิโน’สงเคราะห์เด็ก’?

18.05.16 | 00:01 น.

หลังจากดิ้นรนยื้อยักอยู่หลายรอบ วันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา สถานรับเลี้ยงเด็กยากจน “บ้านครูน้อย” ก็จำต้องปิดลงจริงๆ แล้ว กลายเป็นตำนาน 36 ปีของสถานรับเลี้ยงเด็กยากจนแห่งนี้

สาเหตุการปิด “นวลน้อย ทิมกุล” หรือ‘ครูน้อย’ ออกมายอมรับว่า ปัญหาหลักคือเรื่องการเงิน ที่จัดการไม่เป็นระบบ และมีรายจ่ายมากกว่ารายรับถึง 3 เท่าตัว เพราะยอดบริจาคน้อยลง

เรื่องนี้จึงชวนให้ติดตามสถานการณ์สถานสงเคราะห์เด็กทั่วประเทศว่าเป็นอย่างไร ยอดบริจาคลดลงหรือไม่ แก้ปัญหากันอย่างไร

“จิราพร เชาวน์ประยูร ยามาโมโต้” ผู้อำนวยการกองสวัสดิการเด็กและครอบครัว กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้ความเห็นว่า ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจระหว่างสถานรับเลี้ยงเด็ก’กับสถานสงเคราะห์เด็ก’ ที่มีทั้งของรัฐและเอกชน ซึ่งทั้งหมดต้องขอจดทะเบียนกับ ดย. เพื่อควบคุมมาตรฐานต่างๆ เช่น อาคารสถานที่ต้องสะอาดปลอดภัย ไม่มีสัตว์เลี้ยง ผู้ดูแลต้องจบการศึกษาระดับใด

ทั้งนี้ ในส่วนของรัฐเราดูแลหมด ตั้งแต่มีนักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ ความพร้อมด้านสถานที่ ตลอดจนสัดส่วนผู้ดูแลกับเด็ก โดยใช้งบประมาณแผ่นดิน มี 30 แห่งทั่วประเทศ

Advertisement

ขณะที่สถานรับเลี้ยงเด็กเอกชน ขณะนี้มีจดทะเบียน 1,571 แห่ง มีความพร้อม และมีรายรับจากการเก็บเงินจากผู้ปกครองไม่เกินเดือนละ 1,500 บาท ส่วนสถานสงเคราะห์เด็กเอกชน ขณะนี้มีจดทะเบียน 138 แห่ง มีความพร้อมเช่นกัน แต่มีรายรับจากการรับบริจาคเงินเท่านั้น

กรณี “บ้านครูน้อย” ถือว่าไม่มีสถานะทางกฎหมาย จะเป็นสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชนก็ไม่ใช่ สถานสงเคราะห์เด็กเอกชนก็ไม่เชิง เนื่องจากไม่มีเด็กดูแลประจำ เป็นลักษณะเช้าเข้ามาเอาเงิน มาเอาขนม เย็นหอบของกลับไปอยู่บ้านกับครอบครัว

ที่สำคัญการที่ “บ้านครูน้อย” ทำงานไม่เป็นระบบ ไม่มีการจัดทำบัญชีรายรับรายจ่าย พอไม่มีสถานะทางกฎหมาย บริจาคไม่มีใบเสร็จ คนบริจาคก็ไม่สามารถลดหย่อนภาษีได้ พอคนบริจาคน้อยลงก็มีปัญหา ขณะที่ ดย.ก็ไม่สามารถช่วยเหลือเรื่องเงินได้ ทำได้เพียงสนับสนุนสื่อการเรียนการสอน อาหารเสริมเท่านั้น

“การปิดบ้านครูน้อยคงไม่ได้สะท้อนว่า บ้านเด็กอื่นๆ ในประเทศจะปิดไปด้วย เพราะเดี๋ยวนี้ส่วนใหญ่ใช้ลักษณะเก็บเงินเด็กเป็นรายเดือน บริหารจัดการจนอยู่ของเขาได้เหมือนทำธุรกิจ ส่วนที่อยู่ได้ด้วยเงินบริจาค คงเป็นลักษณะสถานสงเคราะห์ที่ต้องหาเงิน ซึ่งปัจจุบันก็ปิดตัวไปหลายแห่ง ขณะที่บางแห่งก็ใช้เด็กบังหน้า ไปขอเงินบริจาคที่เมืองนอกทั้งที่ไม่มีเด็กอยู่จริง ฝรั่งเขาไม่รู้ เขาสงสารก็โอนเงินมา ส่วนที่รู้ก็ต่อว่ามา” จิราพรแจกแจง

สถานสงเคราะห์เด็กเอกชนอื่นๆ ก็อยู่ในสภาพร่อแร่ ต่างต้องดิ้นรนหาเงินบริจาคเพื่อความอยู่รอด อย่าง “บ้านนกขมิ้น” ย่านรามคำแหง ที่ปีนี้เข้าสู่ปีที่ 27 ปัจจุบันต้องดูแลเด็กเร่ร่อน เด็กกำพร้า และเด็กที่ถูกครอบครัวทิ้งประมาณ 2-3 ร้อยคน ค่าใช้จ่าย 7-8 แสนบาทต่อเดือน

(ซ้าย)จิราพร เชาว์ประยูร ยามาโมโต้ - สุรชัย สุขเขียวอ่อน(ขวา)
(ซ้าย)จิราพร เชาว์ประยูร ยามาโมโต้ – สุรชัย สุขเขียวอ่อน(ขวา)

ด้าน “สุรชัย สุขเขียวอ่อน” ผู้อำนวยการมูลนิธิ “บ้านนกขมิ้น” เล่าให้ฟังว่า “บ้านนกขมิ้น” มี 7 สาขา ได้แก่ กทม. เชียงราย เชียงใหม่ สุโขทัย อุทัยธานี ประจวบคีรีขันธ์ และสงขลา ปีนี้เราได้รับผลกระทบมากจากภาวะทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและภัยแล้ง โดยเฉพาะ “บ้านนกขมิ้น” สาขาจังหวัดสุโขทัยและอุทัยธานี ที่เดิมจะพึ่งพิงการบริโภคภายใน เช่น ปลูกข้าว ปลูกพืชผักสวนครัว เลี้ยงปลา แต่ปีนี้น้ำแห้งจนทำอะไรไม่ได้ ช่วงนี้เราจึงเน้นขอรับบริจาคเป็นพวกข้าวสารอาหารแห้ง และเสื้อผ้ามือสอง

ขณะที่เรานำเสื้อผ้ามือสอง และขวดพลาสติกมารีไซเคิลเพื่อจ่ายเป็นค่าเล่าเรียนเด็กทั้ง 2-3 ร้อยคน ที่ต้องใช้เงิน 7-8 แสนบาทต่อหนึ่งภาคการศึกษา ทั้งนี้ สถานภาพทางการเงินรายรับรายจ่ายขณะนี้ถือว่าใกล้เคียงกัน

สำหรับรายรับของ “บ้านนกขมิ้น” นั้น หลักๆ มาจากเงินในกล่องบริจาคที่วางตามร้านกาแฟ ร้านขายยา โรงพยาบาล ปั๊มน้ำมัน ยอมรับว่า ยากเอาเรื่อง เพราะมีการแข่งขันกันของพวกมูลนิธิ คุณวางได้ฉันก็วางได้ บางทีวางแล้วกล่องหายบ้าง ส่วนจะไปวางตามร้านสะดวกซื้อ เขาก็ไม่อนุญาต เพราะมองว่ารก จะไปวางตามสถานที่ราชการก็ถูกถามหาใบอนุญาตให้เรี่ยไร ตาม พ.ร.บ.ควบคุมการเรี่ยไร พ.ศ.2487 ที่ช่วงหลังถูกเอามาปรับใช้กับมูลนิธิต่างๆ นี่เป็นสิ่งที่เขาอยากให้แก้ไข มิฉะนั้นมูลนิธิต่างๆ จะอยู่ไม่ได้ และเกิดปัญหาสังคมตามมา

ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือพวกบ้านเด็กกำพร้าที่ไม่ได้จดทะเบียน ไม่มีเครือข่ายคอยช่วยเหลือ และที่อยู่ไม่ได้เลยคือบ้านอย่างบ้านครูน้อยที่มีใจ แต่ไม่มีทีม จริงๆ บ้านนกขมิ้นก็เริ่มต้นมาเหมือนๆ กัน แต่เราพยายามปั้นเด็กทำงานเมื่อโตขึ้น เด็กหลายคนจบปริญญาตรีสาขาบัญชี เราก็ดึงตัวมาทำงานที่มูลนิธิ ให้ค่าตอบแทนที่เหมาะสม การมีทีมงานทำให้เราผ่านวิกฤตไปได้หลายครั้ง

“ตอนนี้เริ่มสับสน บริษัทใหญ่ๆ ที่ตั้งตัวเป็นมูลนิธิเสียเอง จากกฎหมายที่ต้องทำซีเอสอาร์ ตรงนี้นอกจากจะทำให้เขาปฏิเสธกล่องรับบริจาคของเราแล้ว การขอทุนสนับสนุนต่อไปก็ทำได้ยาก และยังมีส่วนแบ่งการตลาดความช่วยเหลือถูกแบ่งออกไปอีก ทำให้เรามองความเป็นไปได้การทำธุรกิจหล่อเลี้ยงมูลนิธิในอนาคต อาจเป็นรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคมที่คนอยากช่วย แบบช่วยแล้วได้ประโยชน์ เช่นกาแฟดอยช้าง ของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ที่ธุรกิจไม่มีปันผล แต่เอาผลกำไรเข้ามูลนิธิ” สุรชัยสรุป

จากกรณีปิดบ้านครูน้อย’ ทำให้เห็นสถานการณ์ปัจจุบันของสถานสงเคราะห์เด็กต่างๆ ที่ส่อว่าอาจมีปัญหา

แต่จะล้มตามกันเป็น “โดมิโน” หรือไม่ ต้องติดตาม