เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.)พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผบช.สตม. แถลง พล.ต.ต.พงศ์อานันต์ คล้ายคลึง ผบก.ตม.5 สตม. ว่าที่ด่าน ตม.เชียงแสน ตรวจพบนายคิม ชอนชู อายุ 35 ปี สัญชาติเกาหลีใต้ ถือหนังสือเดินทางสาธารณรัฐเกาหลีใต้ มาเพื่อตรวจหนังสือเดินทาง เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบกับฐานข้อมูลระบบ SLTD (Stolen and Lost Travel Documents database) ของตำรวจสากล พบว่าหนังสือเดินทางเล่มดังกล่าวแจ้งหายและโจรกรรมไว้ เมื่อวันที่ 26 พ.ย.ที่ผ่านมา พร้อมกันนั้นยังปรากฏข้อมูลเป็นหนังสือเดินทางแจ้งหายในระบบสารสนเทศ ของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เมื่อพบพิรุธจึงประสานงานไปยังสถานเอกอัครราชทูตเกาหลีใต้ (ประจำประเทศไทย)ทราบว่า นายคิม ชอนชู เป็นบุคคลที่ศาลเมืองอินชอน โดย สำนักงานอัยการเขตอินชอน ออกหมายจับ ในฐานความผิด “ครอบครองยาเสพติดให้โทษ เพื่อจำหน่าย” และองค์กรตำรวจสากลหมายจับ ในความผิดเดียวกัน

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวอีกว่าพฤติการณ์การกระทำความผิด เมื่อ 10 เม.ย.2559 ผู้ต้องหาครอบครอง เสพ จำหน่วย ยาเสพติดฟิโลโฟน เป็นยากล่อมประสาทประเภทหนึ่ง โดยเสพยาฟิโลโฟนร่วมกับผู้กระทำความผิดอีกหนึ่งราย ต่างกรรมต่างวาระในวันเดียวกัน และนำยาเสพติดส่งให้ลูกข่าย ชื่อ นายคิม เพื่อนำไปจำหน่าย ต่อมา เมื่อ 11 เม.ย.2559 ผู้ต้องหาและนายคิม ขับรถไปส่งยาฟิโลโฟน ให้กับนายลี โดยยาเสพติดบรรจุซองพลาสติก จากนั้นนายลี นำไปส่งให้ลูกค้าแต่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมก่อน ในวันเดียวกันผู้ต้องหาซุกซ่อนยาฟิโลโฟน ใส่ถุงพลาสติก จำนวน 5.56 กรัม และขวดแก้วใสที่ใช้เสพยา ไว้ที่เก็บของภายในรถด้านคนขับ ซึ่งตำรวจได้ค้นได้ภายหลัง นอกจากนั้นเมื่อ 6 มิ.ย.2559 ผู้ต้องหาลักลอบเสพยาฟิโลโฟนและเมื่อ 14 มิ.ย.2559 มีพยานหลักฐานเชื่อว่าผู้ต้องหาลักลอบเสพยาฟิโลโฟน
ผบช.สตม. กล่าวอีกว่าเมื่อวันที่ 15 มิ.ย.2559 ผู้ต้องหาขายยาฟิโลโฟน ให้กับ นายฮุนยก จุง เหตุเกิดศูนย์การค้าแห่งหนึ่งในเมืองอินชอน และ วันที่ 21 ก.ค.2559 ครอบครองยาเสพติด เข้าไปส่งที่โรงแรมแห่งหนึ่งเมืองอินซอน
“สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง พิจารณาแล้วเห็นว่าคนต่างด้าว สัญชาติเกาหลีรายนี้ นอกจากเป็นบุคคลต่างด้าวซึ่งมีหมายจับจากสาธารณรัฐเกาหลี ซึ่งเป็นบุคคลเข้าลักษณะต้องห้ามมิให้เข้ามาในราชอาณาจักรแล้ว ยังเป็นบุคคลต่างด้าวที่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติดอีกส่วนหนึ่ง จึงเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ผลักดันออกนอกราชอาณาจักร และบันทึกเป็นบุคคลต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักรไทยอีกต่อไป” พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าว

